
เงินสำรองประกันภัยพุ่ง ไม่ได้หมายความว่าไม่มีบริษัทประกันอ่อนแอ
...ทีมข่าวการเงิน
ปี 2553 เป็นปีที่บริษัทประกันภัยมีการขยายตัวในอัตราที่สูงตามความเสี่ยงภัยที่มีมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นจากการจลาจล ภัยธรรมชาติ หรือภัยอื่นๆ ที่มีแปลกๆ ขึ้นทุกวัน และยอดจำหน่ายรถยนต์ที่เริ่มฟื้นตัว ทำให้ยอดระบบการประกันภัยรถยนต์เพิ่มสูงขึ้นมาก
และเมื่อถือว่าบริษัทประกันชีวิตและบริษัทประกันวินาศภัยเป็นสถาบันการเงินประเภทหนึ่ง ทางสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) วางกฎระเบียบให้มีเงินสำรองเหมือนธนาคารพาณิชย์เช่นกัน
ในปี 2553 ธุรกิจประกันภัยวางเงินสำรองกับ คปภ. 210,736 ล้านบาท ตามเบี้ยที่คาดว่าจะแตะ 423,158 ล้านบาท
คปภ. เปิดเผยว่า บริษัทประกันชีวิตนั้นวางเงินสำรองเป็นมูลค่า 202,021 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17% จากปีก่อนหน้า ประกอบด้วย 1.พันธบัตรรัฐบาล 155,315 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 76.88% ของทรัพย์สินเงินสำรองที่วางไว้ 2.พันธบัตรรัฐวิสาหกิจ 41,262 ล้านบาท คิดเป็น 20.42% ของทรัพย์สินเงินสำรองที่วางไว้ 3.หุ้นกู้รัฐวิสาหกิจ 2,244 ล้านบาท คิดเป็น 1.11% ของทรัพย์สินเงินสำรองที่วางไว้
4.หุ้นกู้บริษัทจำกัด 1,787 ล้านบาท คิดเป็น 0.88% ของทรัพย์สินเงินสำรองที่วางไว้ 5.เงินฝากประจำ 800 ล้านบาท คิดเป็น 0.4% ของทรัพย์สินเงินสำรองที่วางไว้ 6.ตั๋วแลกเงินและตั๋วสัญญาใช้เงิน 600 ล้านบาท คิดเป็น 0.3% ของทรัพย์สินเงินสำรองที่วางไว้ และ 7.หน่วยลงทุน 13 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 0.01% ของทรัพย์สินเงินสำรองที่วางไว้
ขณะที่ธุรกิจประกันวินาศภัย ในปี 2553 ได้นำทรัพย์สินมาวางเป็นเงินสำรองกับ คปภ.ไว้ทั้งสิ้น 8,715 ล้านบาท ประกอบด้วย 1.พันธบัตรรัฐบาล 3,826 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 43.90% ของทรัพย์สินเงินสำรองที่วางไว้ 2.พันธบัตรรัฐวิสาหกิจ 2,135 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 24.49% ของทรัพย์สินเงินสำรองที่วางไว้ 3.เงินฝากธนาคาร 2,315 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 26.56% ของทรัพย์สินเงินสำรองที่วางไว้
4.ตั๋วแลกเงินและตั๋วสัญญาใช้เงิน 250 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 2.87% ของทรัพย์สินเงินสำรองที่วางไว้ 5.หุ้นและหุ้นกู้บริษัทจำกัด 76 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 0.88% ของทรัพย์สินเงินสำรองที่วางไว้ และ 6.หุ้นกู้รัฐวิสาหกิจ 113 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 1.30% ของทรัพย์สินเงินสำรองที่วางไว้
บริษัทประกันชีวิตและบริษัทประกันวินาศภัยจะต้องจัดสรรเบี้ยประกันภัยไว้เป็นเงินสำรองประกันภัย เพื่อจ่ายคืนให้แก่ผู้เอาประกันหรือผู้รับประโยชน์ในอนาคตตามสัญญาที่ได้ทำไว้กับลูกค้า เช่น เมื่อครบกำหนดสัญญา เมื่อเสียชีวิต หรือเมื่อเวนคืนกรมธรรม์ ฯลฯ
ทั้งนี้ กฎหมายกำหนดให้บริษัทจะต้องนำเงินสำรองประกันภัยมาวางไว้กับ คปภ.เป็นมูลค่าไม่เกิน 25% ของเงินสำรองประกันภัยทั้งหมด
นอกจากนี้ ทรัพย์สินที่นำมาวางไว้เป็นเงินสำรองประกันภัยต้องเป็นทรัพย์สินที่มีความมั่นคงสูงเท่านั้น เพื่อให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นต่อธุรกิจโดยรวม และเป็นหลักประกันความมั่นคงสำหรับผู้ทำประกันภัย โดยส่วนใหญ่บริษัทยังคงนำพันธบัตรรัฐบาลมาวางสำรองมากที่สุด คิดเป็นสัดส่วนถึง 75.52% ของทรัพย์สินเงินสำรองที่นำมาวางไว้ทั้งหมด
อย่างไรก็ดี เงินสำรองที่วางไว้กับ คปภ.นั้น เพิ่มขึ้นตามปริมาณเบี้ยที่เพิ่มขึ้นในแต่ละปีเช่นกัน เพราะต้องจัดสรรไว้เพื่อจ่ายให้กับผู้เอาประกันตามภาระผูกพันตามกรมธรรม์
สำหรับบริษัทประกันภัยและบริษัทประกันชีวิตที่มีเงินสำรองต่ำกว่าที่ คปภ.กำหนด คปภ.ก็มีมาตรการจัดการด้วยการลงโทษเปิดเผยรายชื่อให้กับประชาชนทราบผ่านเว็บไซต์ของ คปภ.
และหากไม่มีการแก้ไขตามแผนที่ส่งมาให้ คปภ.ก็จะสั่งให้หยุดการรับประกันชั่วคราวจนกว่าจะเพิ่มทุนหรือเพิ่มเงินสำรองมาให้ได้ จะด้วยวิธีการหาพันธมิตร ขายหุ้น หรืออย่างไรก็แล้วแต่
หากในที่สุดแล้วไม่สามารถทำได้ คปภ.ก็จะสั่งปิดบริษัทประกันที่มีปัญหา เพื่อระงับความเสียหายที่ประชาชนจะได้รับ
แต่ที่ผ่านมากว่าถั่วจะสุกงาก็ไหม้ เพราะกว่า คปภ.จะสั่งห้ามรับประกันภัยความเสียหายก็เบิกบานไปหลายร้อยล้านทุกครั้ง
อาทิ กรณีที่กระทรวงการคลังสั่งเพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันภัย 2 บริษัทประกันวินาศภัยที่มีฐานะการเงินล้มเหลว รายแรก คือ บริษัท สัมพันธ์ประกันภัย เมื่อวันที่ 23 มี.ค. 2552
และเมื่อวันที่ 13 ธ.ค. 2553 ปิดฉากบริษัท เอพีเอฟ อินเตอร์เนชั่นแนล อินชัวรันส์ หลัง คปภ.ยืดเยื้อต่อลมหายใจทั้งคู่ปรับโครงสร้างฟื้นฟูฐานะการดำรงทางการเงินตามที่กฎหมายกำหนดมายาวนานร่วม 2 ปี
ส่วนบริษัท ฟินันซ่าประกันชีวิต ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมีคำสั่งให้ควบคุมบริษัทตั้งแต่วันที่ 26 เม.ย. 2553 จากข้อมูล ณ วันที่ 28 ก.พ. 2553 ฟินันซ่าประกันชีวิตมีเงินกองทุนขาด 971.28 ล้านบาท เทียบกับ 1,008.65 ล้านบาท ณ วันที่ 31 ม.ค. 2553 และได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการควบคุมเข้าไปบริหาร จัดการบริษัทในวันเดียวกันนั้นอยู่ระหว่างหาผู้ร่วมทุนรายใหม่ โดยคณะกรรมการควบคุมฯ เปิดให้นักลงทุนทั้งสถาบันการเงิน บริษัทประกันภัย นักธุรกิจทั่วไปทั้งสัญชาติไทยและต่างประเทศจองซื้อหุ้นเพิ่มทุน
แต่จนถึงขณะนี้ บริษัทยังไม่สามารถหาผู้ร่วมทุน รวมไปถึงเม็ดเงินใหม่ที่จะใส่เข้ามา ซึ่งยังไม่อาจวางใจในอีกหลายบริษัทที่อยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อจะปรับตัวให้อยู่รอดอย่างยั่งยืนได้อย่างไร
ฉะนั้น แม้เงินสำรองประกันจะเพิ่มขึ้น ก็ไม่น่าจะยินดี ตราบใดที่ยังมีบริษัทประกันที่อ่อนแอแต่เส้นใหญ่ มีเจ้าของเป็นคนสนิทในรัฐบาลไหนก็ตาม เราประชาชนตาดำๆ จะทำประกันก็ต้องเลือกว่าบริษัทไหนน่าเชื่อถือหรือมีความเสี่ยงอย่างไร







