posttoday
คลัง ลุย Negative Income Tax คนไทยต้องยื่นภาษี ส่งสัญญาณขึ้น VAT ลดความเหลื่อมล้ำ

คลัง ลุย Negative Income Tax คนไทยต้องยื่นภาษี ส่งสัญญาณขึ้น VAT ลดความเหลื่อมล้ำ

28 สิงหาคม 2568

พิชัย เดินหน้าระบบภาษีรูปแบบใหม่ Negative Income Tax ภายในปี 2570 ช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยอย่างเป็นธรรม พร้อมศึกษาแนวทางปรับขึ้น VAT เกิน 7% ยันไม่กระทบคนจน พร้อมใช้เงินภาษีพัฒนาระบบสวัสดิการและโครงสร้างพื้นฐาน

KEY

POINTS

  • กระทรวงการคลังเตรียมผลักดันระบบภาษีเงินได้ติดลบ (Negative Income Tax) เต็มรูปแบบภายในปี 2570 เพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยอย่างตรงเป้าหมาย
  • ส่งสัญญาณพิจารณาปรับขึ้นอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จากปัจจุบันที่ 7% เพื่อเพิ่มรายได้รัฐและนำมาใช้ในมาตรการช่วยเหลือคนจน
  • นโยบายทั้งสองมีเป้าหมายเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ โดยเก็บภาษีจากการบริโภค (VAT) มาจัดสรรให้ผู้มีรายได้น้อยโดยตรงผ่านระบบภาษีใหม่

นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงการเดินหน้าระบบระบบภาษีรูปแบบใหม่ หรือ Negative Income Tax เต็มรูปแบบในปี 2570 โดยคาดว่า ประชาชนเกือบทั้งหมดจะต้องยื่นแบบแสดงรายได้ เพื่อเข้าสู่ระบบใหม่ที่จะช่วยระบุผู้มีรายได้น้อย และจัดสรรงบประมาณช่วยเหลืออย่างตรงจุด พร้อมทั้งเผยถึงทิศทางการ พิจารณาปรับเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จากอัตรา 7% ในปัจจุบัน เพื่อสร้างรายได้รัฐและลดความเหลื่อมล้ำในระยะยาว

 

"เรามีประชาชนประมาณ 67 ล้านคน แต่ผู้ที่เข้าสู่ระบบภาษีจริง ๆ มีเพียง 10 ล้านคน หรือราว 15% เท่านั้น และจากจำนวนนี้ มีผู้เสียภาษีจริงจังแค่ 4 ล้านคน คิดเป็นเพียง 6% ของประชากร ระบบ Negative Income Tax จะช่วยทำให้รัฐสามารถระบุตัวบุคคลที่มีรายได้น้อยได้อย่างแม่นยำ ถ้าคุณมีรายได้น้อยเราจะช่วยเหลือคุณได้อย่างตรงจุด ลดการใช้วิธีแจกเงินแบบกระจายซึ่งอาจไม่ตรงกลุ่มเป้าหมายเหมือนในอดีต " นายพิชัย กล่าว

โดยระบบใหม่นี้จะใช้อัตราก้าวหน้าในการช่วยเหลือ คือ หากบุคคลใดมีรายได้ต่อปีต่ำกว่าระดับที่กำหนด เช่น ต่ำกว่า 60,000 บาทต่อปี หรือราว 5,000 บาทต่อเดือน ก็จะได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐ โดยจะคำนวณตามสัดส่วนรายได้ที่ห่างจากเกณฑ์ความยากจน

 

“สมมุติว่ารัฐกำหนดเกณฑ์รายได้ไว้ที่ปีละ 60,000 บาท หากประชาชนมีรายได้ต่ำกว่านั้น เช่น 20,000 บาทต่อปี จะได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐในลักษณะ อัตราเร่ง คือ ยิ่งมีรายได้เพิ่มขึ้นก็ยิ่งได้รับการสนับสนุนมากขึ้น จนกระทั่งถึงเกณฑ์ขั้นต่ำที่กำหนด และเมื่อรายได้เข้าใกล้หรือเกินเกณฑ์ การช่วยเหลือจะค่อย ๆ ลดลง เพื่อจูงใจให้ประชาชนทำงานหารายได้มากขึ้น แทนพึ่งพาเงินช่วยเหลือเฉพาะกิจ” นายพิชัย กล่าว

 

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลใช้งบประมาณช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยในหลากหลายรูปแบบ เช่น งบสนับสนุนเกษตรกร ซึ่งเคยสูงถึง 60,000 ล้านบาทต่อปี ก่อนจะลดลงเหลือประมาณ 40,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งระบบใหม่นี้จะรวมศูนย์การช่วยเหลือให้อยู่ในช่องทางเดียวที่มีประสิทธิภาพมากกว่า
 

สำหรับ การปรับอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ที่ปัจจุบันไทยเก็บอยู่ในอัตรา 7% ซึ่งนายพิชัย ระบุว่า เป็นอัตราถูกตรึงมานานมากกว่า 20 ปี ควรพิจารณาปรับให้อยู่ในระดับขึ้นที่เหมาะสม สอดคล้องกับพฤติกรรมการบริโภคในปัจจุบัน โดยชี้ว่าหลายประเทศในภูมิภาค เช่น อินโดนีเซีย ปรับ VAT ขึ้นไปที่ 12% แล้ว

 

“การขึ้น VAT คือ การเก็บภาษีจากคนที่บริโภคเยอะ ซึ่งมักเป็นคนที่มีรายได้สูง ใครบริโภคมาก ก็จ่ายมาก  ส่วนเงินที่ได้จากภาษี จะนำมาใช้สนับสนุนโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ขนส่งสาธารณะ การศึกษา สาธารณสุข เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับผู้มีรายได้น้อย” นายพิชัย กล่าว

 

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยืนยันว่า หากมีการปรับ VAT จริง จะต้องมี มาตรการคุ้มครองผู้มีรายได้น้อยควบคู่กัน เช่น ให้สิทธิใช้น้ำ ไฟ หรือเดินทางสาธารณะในราคาประหยัด หรือแม้แต่ใช้ฟรีในบางกรณี
 

ข่าวล่าสุด

ป่อเต็กตึ๊ง เปิด “ศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาว” ใจกลางสาทร 25 พ.ค.นี้ สักการะฟรี

ป่อเต็กตึ๊ง เปิด “ศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาว” ใจกลางสาทร 25 พ.ค.นี้ สักการะฟรี