posttoday
สุรพล เศวตเศรนี 1 ปี กับภารกิจเบอร์ 1 ททท.

สุรพล เศวตเศรนี 1 ปี กับภารกิจเบอร์ 1 ททท.

29 มกราคม 2554

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท. คือหน่วยงานหลักของประเทศไทย ที่คอยขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของประเทศ ทั้งนี้เพราะ ททท.มีหน้าที่ทำการตลาดแหล่งท่องเที่ยวของประเทศให้เป็นที่รู้จักทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ประเทศไทยจะเป็นที่รู้จักกันมากน้อยเพียงใด จะมีภาพลักษณ์อย่างไรในสายตานักท่องเที่ยวทั่วโลก ททท. คือหน่วยงานที่กำหนดทิศทางดังกล่าว ถือเป็น “หัวใจ” สำคัญที่ช่วยผลักดันอุตสาหกรรมท่องเที่ยวให้เติบโตขึ้นทุกปี และสร้างรายได้เข้าประเทศปีละนับแสนล้านบาท

โดยเฉพาะในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยต้องประสบปัญหาความไม่สงบทางการเมืองอย่างหนัก ถือเป็นอีกบทพิสูจน์ที่แสนยากสำหรับผู้ที่มารับตำแหน่งผู้ว่าการ ททท. โดยต้องเป็นหัวเรือใหญ่ในการตัดสินใจแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่ไม่เคยวางแผนรับมือมาก่อน

สุรพล เศวตเศรนี ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) คนปัจจุบัน ที่ได้รับการคัดเลือกให้มานั่งเป็นเบอร์ 1 ของ ททท. ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2553 หรือผ่านไปได้ 1 ปี กับอีก 1 เดือน เปิดใจให้ฟังว่า ช่วง 1 ปี ที่เข้ามารับตำแหน่งผู้ว่าการ ททท. ถือว่าเป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่สงบทางการเมืองตลอด 70 วัน ซึ่งทำให้ประเทศไทยได้รับความเสียหายอย่างหนัก นักท่องเที่ยวต่างชาติลดลงอย่างมาก

แต่หากมองในแง่ดีเรื่องที่เกิดขึ้นก็ทำให้เกิดสิ่งดีๆ ในแวดวงท่องเที่ยว เพราะทำให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ หรือเอกชน หันหน้าเข้ามาเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ช่วยกันผลักดันให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทยฟื้นตัวกลับมาได้ โดยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทยมากถึง 15.3 ล้านคน สูงกว่าที่ภาคเอกชนเคยคาดการณ์ไว้ว่าจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาไม่เกิน 12 ล้านคนเท่านั้น

“ช่วงปีที่ผ่านมาเป็นช่วงปีที่พิสูจน์ความเข้มแข็งของทุกฝ่าย ทำให้ทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากัน มาคุยกัน แก้ปัญหาร่วมกัน ซึ่งก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เพราะเมื่อมีความร่วมมือกัน ผลก็ออกมาอย่างที่เห็น”

สำหรับแนวการทำงานนั้น สุรพล ย้ำว่า จะเน้นการขับเคลื่อนองค์กรให้ก้าวไปข้างหน้า ภายใต้แนวคิดโมเดิร์น มาร์เก็ตติง และดิจิตอล มาร์เก็ตติง เพราะเขาเชื่อว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องกระโดดเข้าสู่การทำตลาดในรูปแบบใหม่ ที่นอกเหนือไปจากการโรดโชว์ รวมถึงการสื่อสารผ่านสื่อในรูปแบบเดิมๆ ไม่ว่าจะเป็นสื่อสิ่งพิมพ์ หรือสื่อโทรทัศน์

“สังคมโลกได้ก้าวไปสู่ความทันสมัยแล้ว และก้าวเข้าสู่ยุคดิจิตอล ททท.ก็ต้องกระโดดเข้าไปอยู่ในส่วนนั้นของสังคม เราต้องเข้าไปอยู่ในการเปลี่ยนแปลงนี้ให้ได้ เพราะเมื่อพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวไปอยู่ในสังคมดิจิตอล ททท.ก็ต้องหาช่องทางที่จะเข้าไปอยู่ในเวทีแห่งนั้นด้วย เพื่อจะได้ใกล้ชิดและสามารถ ให้ข้อมูลได้ตรงกับพฤติกรรมของนักท่องเที่ยว”

สุรพล คือผู้ว่าการ ททท.คนแรก ที่ผลักดันให้ ททท.ทำการตลาดผ่านสังคมออนไลน์ต่างๆ รวมถึงตัวเขาเองก็ยังสมัครเป็นสมาชิกเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือสื่อสารยุคใหม่เช่นกัน

เห็นได้จากในปีงบประมาณ 2554 ททท.ได้ใช้งบประมาณกว่า 80 ล้านบาท สำหรับการจัดตั้งหน่วยงานขึ้นมารับผิดชอบเกี่ยวกับการทำตลาดผ่านออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นการเปิดตัว Amazing Thailand บนเฟซบุ๊ก ซึ่งปัจจุบันมีแฟนเพจเกือบ 1.3 แสนคนแล้ว ซึ่งติดอันดับ 1 ใน 3 ของโลก ประเภทองค์กรส่งเสริมการท่องเที่ยว

นอกจากนี้ ยังมีทวิตเตอร์ของ ททท. ในชื่อ @ThailandFanClub สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ และ @Go2Thailand สำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทย ซึ่งตอนนี้มีผู้ติดตาม หรือ Follower แล้วกว่า 2.6 หมื่นคน

“ปีที่แล้ว ททท.สามารถสร้างการรับรู้และเข้าถึงนักท่องเที่ยวกลุ่มเป้าหมายทั่วโลกผ่านดิจิตอล มาร์เก็ตติง และโซเชียล มีเดีย มาร์เก็ตติง นี้ได้มากกว่า 100 ล้านครั้ง และในปีนี้คาดว่าจะมีการเข้าถึงเพิ่มขึ้นเป็น 200 ล้านครั้ง ซึ่งถือว่าน่าพอใจอย่างมาก เพราะสื่อออนไลน์เป็นสื่อที่ให้ข้อมูลได้แบบทันท่วงทีและมีลักษณะเป็นเรียลไทม์ทันต่อเหตุการณ์และอัพเดตตลอดเวลา ทำให้นักท่องเที่ยวมั่นใจในข้อมูลว่าเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง

อย่างไรก็ตาม นอกจากการทำตลาดเชิงดิจิตอล มาร์เก็ตติง แล้ว สิ่งที่สุรพลกำลังทำอีกอย่าง คือ แผนวิสาหกิจ 5 ปี คือ ตั้งแต่ปี 25552559 ที่ถือว่าเป็นแผนแม่บทที่กำหนดกรอบการทำงานของ ททท.ในอนาคตว่าจะก้าวไปในทิศทางใด

ทั้งนี้ แผนวิสาหกิจดังกล่าวมีจุดมุ่งหมายที่จะสร้างให้ประเทศไทยเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงพักผ่อนอย่างแท้จริง หรือ Relaxation เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีทั้งธรรมชาติ ศิลปวัฒนธรรม การให้บริการที่ครบวงจร ให้นักท่องเที่ยวสามารถมาพักผ่อนได้ทุกเวลาที่ต้องการ

“แผนวิสาหกิจยังอยู่ในกระบวนการรวบรวมจัดทำ แต่แนวกว้างๆ คือ การให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านการท่องเที่ยวของเอเชียให้ได้ในปี 2559 เพราะประเทศไทยมีวัตถุดิบด้านท่องเที่ยวพร้อมทุกอย่าง ทั้งธรรมชาติและการให้บริการ แต่สิ่งที่ ททท.ต้องเสริมเข้าไปด้วยคือ การพัฒนาบุคลากรด้านการท่องเที่ยวให้มีคุณภาพพอที่จะแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านได้ การปลุกจิตสำนึกให้ท่องเที่ยวแบบยั่งยืน ในเรื่องของการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การทำการตลาดแบบโมเดิร์นมาร์ เก็ตติง และดิจิตอล มาร์เก็ตติง รวมถึงการวิเคราะห์ข้อมูลด้านการท่องเที่ยวแบบเจาะลึก เพื่อให้ผู้ประกอบการมีข้อมูลนักท่องเที่ยวที่ถูกต้องมากที่สุด”

สุรพล ย้ำว่า แผนวิสาหกิจนั้นจะรวบรวมกรอบความคิดของทุกส่วนไม่ว่าจะเป็นภาครัฐและเอกชน เพื่อให้ทุกคนได้รับทราบว่าอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทยกำลังเดินไปในทิศทางใด เพื่อให้ภาคเอกชนสามารถกำหนดทิศทางการทำตลาดของตัวเองให้สอดคล้องกับแผนของ ททท.ได้

สำหรับการทำตลาดในปี 2554 นั้น ททท.ตั้งเป้าว่าจะดึงนักท่องเที่ยวเข้าประเทศ 15.5 ล้านคน เพิ่มขึ้น 9% จากปีก่อน มีรายได้ 6 แสนล้านบาท ส่วนตลาดในประเทศนั้นตั้งเป้านักท่องเที่ยวไทยเที่ยว 91 ล้านคน เพิ่มขึ้น 4.6% มีรายได้ 4.32 แสนล้านบาท

สิ่งแรกที่จะต้องทำคือ ต้องเดินหน้ากลยุทธ์การสร้างความเข้มแข็งให้แบรนด์ “ประเทศไทย” ให้มากขึ้นกว่าเดิม เพราะนักท่องเที่ยวกว่า 25% มีความเข้าใจในประเทศไทยแล้วว่า เป็นประเทศที่มีความคุ้มค่าสำหรับการท่องเที่ยว ดังนั้น ททท.จะเดินหน้าสร้างแบรนด์ของประเทศไทย ว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ทรงคุณค่า หรือคุ้มค่าเมื่อมาท่องเที่ยว

นอกจากนี้ จะเร่งรักษาฐานลูกค้านักท่องเที่ยวเพื่อการผักผ่อนทั่วไป (Leisure) ควบคู่ไปกับสร้างฐานลูกค้าใหม่ ซึ่งปัจจุบันนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาเที่ยวในประเทศนั้นประมาณ 50% เป็นนักท่องเที่ยวเก่าที่กลับมาเที่ยวซ้ำ ซึ่งถือว่าไทยประสบความสำเร็จมากกว่าประเทศคู่แข่งในภูมิภาคเดียวกัน แต่จะหวังพึ่งแต่กลุ่มที่มาเที่ยวซ้ำไม่ได้ จำเป็นต้องสร้างกลุ่มที่มาเที่ยวประเทศไทยครั้งแรกเพิ่มขึ้นด้วย ด้วยการเจาะตลาดใหม่ๆ

“ตลาดใหม่ๆ ในปีนี้ เราจะเน้นไปที่ตลาดระยะใกล้ ไม่ว่าจะเป็นจีน อินเดีย อินโดนีเซีย เพราะเป็นตลาดที่มีศักยภาพมาก เพื่อทดแทนตลาดระยะไกลอย่างอังกฤษ อเมริกา ที่ชะลอตัวจากภาวะเศรษฐกิจ และจะมุ่งขยายตลาดเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อสูงอย่าง กลุ่มกอล์ฟ แต่งงานฮันนีมูน สุขภาพความงาม และกลุ่มดำน้ำ”

สำหรับกลยุทธ์การทำตลาดในประเทศนั้น ในปีนี้จะให้ความสำคัญมากขึ้น เพราะที่ผ่านมานักท่องเที่ยวในประเทศเป็นตลาดหลัก ที่สามารถทดแทนตลาดนักท่องเที่ยวต่างประเทศได้ทันทีเมื่อเกิดวิกฤตปัญหาต่างๆ ซึ่งในปีนี้ ททท.จะสนับสนุนให้เกิดการท่องเที่ยวแบบหมู่คณะมากขึ้น เพื่อให้เกิดการท่องเที่ยวเชิงลึกผ่านมัคคุเทศก์ โดยจะเน้นไปที่กลุ่มเกษียณอายุและสถาบันการศึกษา

นอกจากนี้ จะเปิดแคมเปญเที่ยวหัวใจใหม่ เมืองไทยยั่งยืน เพื่อสร้างกระแสการท่องเที่ยวแบบอนุรักษ์ ที่จะเป็นการสร้างจิตสำนึกให้นักท่องเที่ยวได้ท่องเที่ยวแบบมีจิตสำนึก ซึ่งจะทำให้การท่องเที่ยวของไทยเติบโตแบบยั่งยืน

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน