
หุ้นปันผลชนะเงินเฟ้อ
ASPให้ซื้อก่อนXDกำไรงาม/บล.กสิกรไทยชี้โภคภัณฑ์ร่วงชะลอเงินไหลออก
โพสต์ทูเดย์
— ดัชนียังไว้วางใจไม่ได้ ASP แนะลงทุนหุ้นปันผล เปิดผลศึกษาให้ซื้อหุ้นใหญ่ก่อนขึ้นป้าย XD 2 สัปดาห์ได้กำไร 2.43.9% ส่วนหุ้นกลางและเล็กซื้อก่อน 2 เดือนได้ 9.1%ทิศทางการลงทุนในตลาดหุ้นยังผันผวนสูง โดยวันที่ 28 ม.ค.ที่ผ่านมา ดัชนีอ่อนตัวลง 4.88 จุด ปิดที่ 981.83 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขายบางตา 27,301 ล้านบาท นักลงทุนต่างชาติกลับมาขายออก 727 ล้านบาท และซื้อในตลาดตราสารหนี้ 8,439 ล้านบาท ขณะที่ค่าเงินบาทอ่อนตัวลงมาอยู่ที่ 31.05 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ทั้งนี้คาดว่าการลงทุนในตลาดหุ้นปีนี้ยังต้องเผชิญกับความเสี่ยงในเรื่องของเงินเฟ้อและดอกเบี้ยที่ปรับตัวสูงขึ้นด้วย
ด้านบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส (ASP) ได้ออกบทวิเคราะห์แนะนำการลงทุนในช่วงตลาดหุ้นผันผวน ขณะที่ความเสี่ยงจากการเมืองเริ่มกวนใจเล็กๆ และเงินเฟ้อที่กำลังพุ่งขึ้น ว่า การลงทุนในหุ้นปันผลน่าจะเหมาะสมที่สุดในตอนนี้ เนื่องจากใกล้ฤดูกาลจ่ายปันผลของผลประกอบการปี 2553
บล.เอเซียพลัส แนะนำกลยุทธ์และจังหวะในการเข้าลงทุน กรณีหุ้นขนาดใหญ่ก็ควรซื้อก่อนขึ้นเครื่องหมาย XD (ผู้ซื้อหุ้นไม่มีสิทธิรับเงินปันผล) เพียง 2 สัปดาห์ และขายหลัง XD 12 สัปดาห์ จะให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 2.43.9% เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นหุ้นนำดัชนี ซึ่งราคาหุ้นมักจะผันผวนตามภาวะตลาดที่หวังผลตอบแทนจากเงินปันผล
ขณะที่หุ้นขนาดกลางและเล็กควรซื้อในช่วงที่ยาวกว่า คือก่อนวันขึ้น XD ราว 2 เดือน จะได้รับผลตอบแทน 9.1%
บล.กสิกรไทย ยังคงมีมุมมองต่อค่าเงินบาทเช่นเดิมว่ามีโอกาสแข็งค่าขึ้นในอีก 12 เดือนข้างหน้า ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐเริ่มออกมาต่ำกว่าที่คาดการณ์มากขึ้น ขณะที่สถาบันจัดอันดับเครดิต มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส ออกมาพูดว่าอันดับเครดิตของสหรัฐอยู่ในความเสี่ยงที่จะถูกปรับลดลง ส่งผลให้เงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าลง
นอกจากนี้ ราคาน้ำมันและราคาสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ ที่เริ่มลดลง จะลดแรงกดดันเงินเฟ้อในเอเชีย ซึ่งจะชะลอการไหลออกของเงินทุนต่างประเทศ
ขณะที่ด้านปัจจัยพื้นฐานยังเห็นกำไรของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่คาดว่าจะออกมาดี รวมถึงอาจมีการเข้ามาซื้อเก็งกำไรเรื่องเงินปันผล จึงคาดว่าตลาดมีโอกาสดีดกลับขึ้นมาได้ในเดือน ก.พ.
–มี.ค.นี้“
ไม่อาจคาดหวังเงินต่างชาติจะกลับมาแรงทันที จึงแนะนำให้ลงทุนหุ้นขนาด กลางและเล็กที่คาดว่าจะมีกำไรดีและราคาลงมาต่ำกว่าราคาพื้นฐานมาก”ส่วนกลยุทธ์การลงทุนระยะกลางในช่วง 36 เดือน ยังเห็นการปรับฐานตามปัจจัยลบ จึงเป็นโอกาสสะสมหุ้น มองว่าดัชนีมีโอกาสขึ้นไปที่ 1,220 จุด ในช่วงครึ่งปีแรกปีนี้
บริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) ประกาศคงอันดับเครดิตของบริษัท ไทยออยล์ (TOP) และได้ปรับแนวโน้มอันดับเครดิตเป็นมีเสถียรภาพจากแนวโน้มเครดิตเป็นลบ หลังคาดว่าบริษัทจะสามารถลดอัตราส่วนหนี้สินลงมาอยู่ที่ประมาณ 1 เท่าได้ภายในปี 2554 จากปี 2552 อยู่ที่ 1.8 เท่า







