
ความเสี่ยงจากระเบียบโลกใหม่
....สุรศักดิ์ ธรรมโม
การเดินทางเยือนสหรัฐอเมริกาของประธานาธิบดี หูจิ่นเทา โดยได้รับเกียติยศการต้อนรับจากประธานาธิบดีสหรัฐ โอบามา ในระดับรัฐพิธีและการปฏิบัติของสหรัฐอเมริกาต่อจีนในฐานะประเทศที่เท่าเทียมกัน เป็นสัญญาณอย่างชัดเจนว่าโลกได้เข้าสู่ระเบียบโลกใหม่อย่างแท้จริง
ก่อนหน้านั้น หลังการพังทลายของกำแพงเบอร์ลินและสหภาพโซเวียต นักวิเคราะห์ทางยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศได้เชื่อว่าโลกเข้าสู่ประวัติศาสตร์ใหม่แล้ว รวมทั้งอดีตประธานาธิบดีสหรัฐ จอร์จ บุช ซีเนียร์ ได้ประกาศระเบียบโลกใหม่โดยได้นำค่านิยมทางสังคมของสหรัฐเป็นหลักการสากลที่บังคับใช้ไปทั่วทั้งโลก ได้แก่ คุณค่าของระบบประชาธิปไตยและหลักการค้าเสรี
แต่ในความเป็นจริง หลังการพังทลายของกำแพงเบอร์ลินหรือแม้แต่การล่มสลายของสหภาพโซเวียต ศูนย์กลางของการตัดสินใจในเรื่องของเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศ ยังคงอยู่ที่กลุ่ม G7 เพียงแต่เพิ่มรัสเซียเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของศูนย์กลางกำหนดเศรษฐกิจและการเมืองโลก ในนามของ G8
การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงของศูนย์กลางอำนาจโลกนั้นเกิดขึ้นหลังวิกฤตเศรษฐกิจโลกในปี 2551 ที่ศูนย์กลางได้ย้ายจากกลุ่ม G8 เป็นกลุ่ม G20 โดยชาติที่โดดเด่นที่สุดในกลุ่ม G20 คือ จีน บราซิลและอินเดีย ซึ่งได้เข้าไปมีบทบาทอย่างแข็งขันในการร่วมแก้ไขวิกฤตเศรษฐกิจโลก และขอสิทธิในการโหวตในกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) รวมทั้งการที่บราซิลและอินเดียได้เริ่มต้นในการขอที่นั่งถาวรในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ
หลังจากนั้นแล้ว จะเห็นได้ว่าถ้าไม่ได้ฉันทานุมัติจากจีน อินเดียและบราซิลแล้ว เป็นการยากที่ข้อตกลงระหว่างประเทศนั้นๆ จะเป็นข้อตกลงสากลระหว่างประเทศได้ ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ การเจรจาการค้าเสรีโลกรอบโดฮาที่ล้มไป รวมทั้งข้อตกลงเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ (Climate Change) ที่จีนขัดขวางอย่างเต็มที่จนไม่สามารถบรรลุได้
การผงาดขึ้นมาของประเทศอื่นๆ เช่น จีน อินเดีย และบราซิลในเวทีเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศนั้น เป็นการลดบทบาทของกลุ่ม G7 และ G8 อันมีสหรัฐอเมริกาเป็นแกนนำอย่างชัดเจนที่สุด ผลคือโลกเข้าสู่ระเบียบโลกใหม่ตามที่กล่าวในข้างต้น แต่ในขณะเดียวกันโลกในปัจจุบัน ไม่มีแกนนำหลักอย่างสหรัฐอเมริกาที่สามารถบงการวาระเศรษฐกิจและการเมืองโลกอย่างเบ็ดเสร็จ ดังเช่นในอดีตได้ ภาวะเช่นนี้ บริษัท ยูเรเซีย ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาชั้นนำของโลกด้านความเสี่ยงการเมืองระหว่างประเทศเรียกว่า GZero หรือ G0 นั่นเอง
ภาวะ G0 เป็นภาวะที่บริษัท ยูเรเซีย ประเมินว่า นี่คือความเสี่ยงสูงสุดของการเมืองระหว่างประเทศในปี 2554 เพราะภาวะดังกล่าวนี้ไม่สามารถแก้ไขปัญหาทางการเมืองระหว่างประเทศที่สำคัญได้เลย โดยเฉพาะความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ (GeoPolitics) เช่น ปัญหาการท้าทายทางทหารของเกาหลีเหนือต่อเกาหลีใต้และญี่ปุ่น ปัญหาการสั่งสมศักยภาพอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่าน
ถ้าเป็นสมัยก่อน กองทัพอากาศของอิสราเอลนั้นจะเข้าโจมตีโรงงานของอิหร่านโดยไม่รีรอด้วยการสนับสนุนทางการเมืองและการทหารจากสหรัฐอเมริกา แต่ปัจจุบันการแก้ไขปัญหาดังกล่าวนี้ กลับต้องอาศัยการเจรจาซึ่งยากต่อการหาข้อสรุปให้เป็นที่พอใจแก่ทุกฝ่าย ทว่าในขณะเดียวกันก็สะท้อนอำนาจของชาติอื่นๆ ในการท้าทายอำนาจทางการเมืองระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกาด้วย
โดยสรุปแล้ว แม้ว่าสหรัฐจะยังคงเป็นชาติที่มีศักยภาพทางการทหารมากที่สุดในโลก แต่การที่สหรัฐและชาติพันธมิตรในยุโรปเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจโลก ผลคืออำนาจทางการเมืองระหว่างประเทศของสหรัฐนั้นลดลงอย่างมหาศาล เห็นได้ว่าศักยภาพทางเศรษฐกิจมีบทบาทในการกำหนดอำนาจทางการเมืองระหว่างประเทศในระดับสูง อีกทั้งการที่จีนเพิ่มศักยภาพทางการทหารด้วยการพัฒนาเครื่องบินรบล่องหนขึ้นมาตลอดจนเรือรบและเรือฟรีเกตที่สามารถปฏิบัติการในทะเลลึก เป็นการใช้อำนาจทางเศรษฐกิจมายกระดับการพัฒนาศักยภาพทางทหารอย่างรวดเร็วกว่าที่ชาติอื่นประเมิน
การที่จีนกำลังจะเป็นมหาอำนาจที่ท้าทายสหรัฐ ทั้งในด้านเศรษฐกิจและการทหาร ผลคือสหรัฐเริ่มสนับสนุนอินเดียเพื่อคานการขยายตัวของจีน ซึ่งไม่ว่ากลยุทธ์ของสหรัฐจะสำเร็จหรือไม่ก็ตาม สิ่งสำคัญที่ชัดเจนคือ เอเชียได้ทวีระดับการเป็นศูนย์กลางในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกและเพิ่มบทบาทในการเมืองระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง
ประการสำคัญคือ ความเสี่ยงของภูมิรัฐศาสตร์ของโลกนั้นอยู่ในเอเชีย ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเกาหลีเหนือ ปัญหาความขัดแย้งระหว่างอินเดียและปากีสถาน ดังนั้น การจับตาและเข้าใจแนวโน้มเอเชียจะเห็นภาพแนวโน้มของโลกได้ดีเช่นกัน







