
อีเมอร์จิงบอนด์ โอกาสของคนชอบตราสารหนี้
ถ้าเป็น
“คนชอบมีหนี้” เวลาแบบนี้อาจจะกำลังกุมขมับ เพราะปีนี้จะเป็นปีที่อัตราดอกเบี้ยจะปรับเพิ่มขึ้นอย่างจริงๆ จังๆ แล้ว (หลังจากเริ่มชิมลางกันมาตั้งแต่เมื่อปลายปีก่อน) แต่ถ้าเป็น “คนชอบ (ลงทุน) ตราสารหนี้” ช่วงเวลานับจากนี้มีแต่จะได้ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นหลังจาก ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แถลงออกมาอย่างเป็นทางการแล้วว่า
“ปีนี้เป็นปีที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ต้องขึ้นดอกเบี้ยอีกระยะหนึ่ง ดูแลเงินเฟ้อให้อยู่ในเป้าหมาย และทำให้ส่วนต่างการออมที่แท้จริงของประชาชนเป็นบวก แต่จะขึ้นดอกเบี้ยถึงหรือเกิน 1% หรือไม่ ยังตอบไม่ได้”แม้ว่าผู้ว่าการ ธปท. จะ
“ตอบไม่ได้” ว่าดอกเบี้ยนโยบายจะขึ้นไปถึง 1% หรือไม่ แต่คนชอบลงทุนตราสารหนี้ได้ฟังแค่นี้ก็ชื่นใจแล้วแต่สำหรับ พงค์ธาริน ทรัพยานนท์ หัวหน้าฝ่ายตราสารหนี้ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) อเบอร์ดีน บอกว่า ต่อให้ดอกเบี้ยนโยบายในประเทศมีโอกาสจะเพิ่มขึ้นไปถึง 1% แต่ตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่จะน่าสนใจมากกว่า เพราะมีโอกาสให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า เพราะประเมินว่าจะให้ผลตอบแทน 56% ในปีนี้ ขณะที่ดัชนีตราสารหนี้ไทยจะอยู่เพียง 24% เท่านั้น
“
แม้ว่าเศรษฐกิจของสหรัฐจะเริ่มฟื้นตัว แต่ในปีนี้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่จะกลับไปเติบโตในระดับเดิม และยังคงเป็นผู้นำในการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ เพราะหลายประเทศมีพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ดี มีระดับหนี้สาธารณะต่ำกว่าประเทศพัฒนาแล้วค่อนข้างมาก และจะยังคงอยู่ในระดับต่ำต่อไป” พงค์ธาริน กล่าวนอกจากนี้ เจ.พี.มอร์แกน ยังคาดว่าขนาดเศรษฐกิจของกลุ่มตลาดเกิดใหม่น่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 50% ของขนาดเศรษฐกิจโลกในปี 2563 หรืออีกไม่ถึง 10 ปี จากปัจจุบันที่มีอยู่เพียง 20% เท่านั้น
พงค์ธาริน ยังเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับการลงทุนตราสารหนี้ในตลาดเกิดใหม่มากขึ้นอีกว่า ในปัจจุบันการลงทุนตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่ได้รับความนิยมจากนักลงทุนทั่วโลกมาขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยจะเห็นได้จากมูลค่าของตลาดพันธบัตรรัฐบาลในกลุ่มประเทศนี้เพิ่มขึ้นเป็น 6% ของพันธบัตรรัฐบาลทั่วโลก
“
จะเห็นว่า ตลาดตราสารหนี้ประเทศเกิดใหม่เติบโตขึ้นมาก แต่ในระดับดังกล่าวยังไม่ได้ถือว่าเพิ่มขึ้นมากจนน่ากังวล” พงค์ธาริน กล่าวทั้งยังไม่ได้เพิ่มเฉพาะ
“ปริมาณ” เพราะยังเป็นการเพิ่ม “คุณภาพ” ให้มากขึ้นด้วย ทั้งอายุของตราสารหนี้และคุณภาพหนี้ ในขณะที่อัตราผลตอบแทนเฉลี่ยสูงกว่าตราสารหนี้กลุ่มประเทศพัฒนาแล้วพงค์ธาริน กล่าวว่า อายุตราสารหนี้ของกลุ่มประเทศเกิดใหม่ยังมากขึ้นด้วย ซึ่งนับว่าเป็นสัญญาณที่ดี เพราะพันธบัตรยิ่งอายุยาวขึ้นทำให้รัฐบาลไม่ต้องเป็นกังวลเรื่องการครบกำหนดไถ่ถอนในระยะสั้น
“
อันดับความน่าเชื่อถือของตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่โดยเฉลี่ยปรับเพิ่มขึ้นแล้ว โดยปรับขึ้นมาอยู่ในระดับน่าลงทุน (Investment Grade) ซึ่งหมายความว่าโอกาสที่จะผิดนัดชำระหนี้ต่ำลง และเชื่อภายในเวลาไม่เกิน 2 ปี จะมีอีกหลายประเทศก้าวขึ้นมาอยู่ในระดับน่าลงทุน ซึ่งจะทำให้ราคาปรับเพิ่มขึ้น เช่น ตุรกีและอินโดนีเซีย” พงค์ธาริน กล่าวความได้เปรียบอีกประการหนึ่งของตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่ คือ อัตราแลกเปลี่ยน ที่ยังอยู่ในแนวโน้มแข็งค่าขึ้น เพราะยิ่งค่าเงินแข็งค่าขึ้นโอกาสที่กองทุนจะได้กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนก็มากขึ้นไปด้วย เพราะในปัจจุบันประเทศตลาดเกิดใหม่มักจะออกพันธบัตรในสกุลเงินท้องถิ่นมากขึ้น
และกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้
“นักลงทุนต่างประเทศ” มองข้ามตราสารหนี้ของไทย เพราะเมื่อเปรียบเทียบตราสารหนี้ไทยกับมาเลเซีย ซึ่งถูกจัดให้เป็นคู่เทียบกันแล้วนั้น มาเลเซียมีความน่าสนใจมากกว่า โดย “อัตราผลตอบแทนที่แท้จริง” ของไทยอยู่ประมาณ 0.8% ขณะที่มาเลเซียจะอยู่ที่ 2%“
นอกจากนี้ การลงทุนในมาเลเซียยังได้เปรียบกว่าประเทศไทย เพราะค่าเงินของมาเลเซียจะเคลื่อนไหวตามราคาน้ำมัน เพราะฉะนั้นหากราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น ค่าเงินจะแข็งค่าตามไปด้วย นอกจากนี้นักลงทุนที่ไม่สามารถเข้าลงทุนในตลาดตราสารหนี้ประเทศจีนได้ จะเข้าลงทุนในมาเลเซียแทน เพราะมีการค้ากับจีนในสัดส่วนมาก” พงค์ธาริน กล่าวและเมื่อมองผ่านๆ ตอนนี้ในแวดวงกองทุนรวมมีอยู่ไม่กี่กองทุนที่มีนโยบายลงทุนตราสารหนี้ในประเทศตลาดเกิดใหม่ (อีเมอร์จิงมาร์เก็ต) เช่น
กองทุนเปิด อเบอร์ดีน อีเมอร์จิ้ง ออพพอร์ทูนิตี้ส์ บอนด์ ฟันด์ บลจ.อเบอร์ดีน
กองทุนกรุงศรีอลิอันซ์ จีไอ อีเมอร์จิ้ง มาร์เก็ต บอนด์ บลจ.อยุธยา
กองทุนเปิดเค โกลบอล อีเมอร์จิ้ง มาร์เก็ต บอนด์ บลจ.กสิกรไทย
ในโอกาสหน้าจะ
“เปิดพอร์ต” ของทั้งสามกองทุนนี้ให้เห็นถึงความเหมือน ความต่าง และอัตราผลตอบแทน ซึ่งน่าจะพอช่วยให้เลือกซื้อกองทุนตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่ได้ง่ายขึ้น






