
จับทิศธุรกิจหนังสือปี'54 สำนักพิมพ์เล็กดิ้นหนีตาย
ปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมหนังสือในประเทศไทย คาดว่าจะมีมูลค่า 22.1 หมื่นล้านบาท ขยายตัว 57.5% แม้จะดูเหมือนเป็นอุตสาหกรรมที่เติบโต แต่หากเทียบกับอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) แล้ว การเติบโตของอุตสาหกรรมหนังสือนั้นน้อยมาก ขณะที่อัตราการขยายตัวของผู้อ่านแทบจะคงที่ ถือเป็นโจทย์ใหญ่ที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องเข้าไปดูแล
ปัจจุบันสถานการณ์การอ่านของคนไทย เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ อยู่ในระดับต่ำมาก โดยเฉพาะประเทศในกลุ่มอาเซียนด้วยกัน เช่น เวียดนาม อ่านหนังสือเฉลี่ย 60 เล่มต่อปี สิงคโปร์ 4060 เล่มต่อปี มาเลเซีย 40 เล่มต่อปี ขณะที่ประเทศไทยมีนโยบายเพิ่มการอ่านเป็น 10 เล่มต่อปี ในปี 2555 จากปัจจุบันคนไทยอ่านหนังสือเฉลี่ย 5 เล่มต่อคนต่อปี
ริสรวล อร่ามเจริญ นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และจำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย กล่าวว่า แนวโน้มธุรกิจหนังสือในปีนี้คาดว่าจะเติบโตประมาณ 5% ปัจจัยหลักมาจากงบประมาณของภาครัฐเป็นหลัก ซึ่งมีด้วยกันหลายโครงการเพื่อผลักดันตามนโยบายทศวรรษแห่งการอ่านแห่งชาติตั้งแต่ปี 25522561
รวมทั้งมีมาตรการทางภาษีเกี่ยวกับการลดหย่อนค่าใช้จ่ายจากการบริจาคหนังสือเพื่อส่งเสริมการอ่าน ซึ่งคาดว่ามาตรการต่างๆ จะมีผลในปีนี้ ได้แก่ การลดหย่อนค่าใช้จ่ายในการบริจาคหนังสือ และล่าสุดโครงการกรุงเทพฯ เมืองหนังสือ ของ กทม. ที่จะสร้างวัฒนธรรมการอ่านให้เกิดขึ้นในระยะเวลา 5 ปี ด้วยงบประมาณปีละ 280 ล้านบาท ก่อนจะเสนอตัวเข้าชิงเมืองหนังสือโลก หรือ World Book Capital ต่อไป
“
งบภาครัฐเป็นปัจจัยหลักในการกระตุ้นให้เกิดการซื้อหนังสือ แต่ถ้าไม่มีงบรัฐเข้ามาสนับสนุน เชื่อว่าอุตสาหกรรมอยู่ในขั้นถดถอยด้วยซ้ำ”ทั้งนี้ ปัญหาหลักของอุตสาหกรรมหนังสือในประเทศไทยที่ผ่านมา คือ ขาดการสนับสนุนและผลักดันอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะจากภาครัฐ การที่คนอ่านหนังสือน้อย เพราะไม่มีหนังสือให้อ่านโดยเฉพาะโรงเรียน ห้องสมุดในพื้นที่ห่างไกล สมาคมจึงมีแนวคิดนำเสนอร่าง พ.ร.บ.การอ่าน ซึ่งหลายประเทศมี พ.ร.บ.ฉบับนี้
พ.ร.บ.ดังกล่าวจะกำหนดกรอบการส่งเสริมการอ่านทั้งระดับชาติ ระดับท้องถิ่น เช่น การกำหนดให้รัฐต้องจัดสร้างห้องสมุด การจัดสรรงบประมาณและบุคลากรที่ชัดเจน ที่สำคัญมีเจ้าภาพรับผิดชอบ ไม่ใช่พอการเมืองเปลี่ยน นโยบายส่งเสริมการอ่านก็หยุดไปด้วย
อย่างไรก็ตาม แนวโน้มการเติบโตของอุตสาหกรรมหนังสือในปีนี้ เชื่อว่าจะเติบได้ราว 5% แต่หากดูในรายละเอียดเป็นการขยายตัวในกลุ่มผู้นำตลาด (มียอดขายมากกว่า 315 ล้านบาทขึ้นไป) จำนวน 8 ราย เป็นกลุ่มที่มีการขยายตัวของรายได้สูงสุด 17.44% รองลงเป็นกลุ่มสำนักพิมพ์ขนาดกลางและขนาดใหญ่ ที่มีอัตราการขยายตัว 4.7 และ 4.2% ตามลำดับ
ขณะที่กลุ่มสำนักพิมพ์ขนาดเล็ก 320 ราย ขยายตัวลดลง 20.88% เป็นการขยายตัวลดลงอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้านี้ เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าสำนักพิมพ์ขนาดเล็กขาดศักยภาพการแข่งขัน และในปีที่ผ่านมาสำนักพิมพ์ขนาดเล็กทยอยปิดตัวแล้ว 510 ราย
ริสรวล กล่าวว่า ปัญหาสำคัญของสำนักพิมพ์ขนาดเล็ก คือ แหล่งเงินทุน เพราะการผลิตหนังสือสักเล่มหนึ่ง กว่าจะวางขายได้เงินต้องใช้เวลา 35 เดือน หากสายป่านไม่ยาวอยู่ไม่ได้ และปัจจุบันช่องทางจำหน่ายหลัก 80% คือร้านหนังสือที่เป็นเชนใหญ่ที่ทำธุรกิจสำนักพิมพ์ด้วย เพราะฉะนั้นสำนักพิมพ์ขนาดเล็กต้องแม่นยำมากในการผลิตหนังสือสู่ตลาด
“
แนวทางที่อยากให้รัฐเข้ามาช่วย คือ การสนับสนุนแหล่งเงินทุน เพื่อต่อชีวิตสำนักพิมพ์ขนาดเล็ก ขณะเดียวกันต้องมีการร่วมมือกันมากขึ้นระหว่างสำนักพิมพ์ด้วยกัน การวางกลยุทธ์การทำตลาดที่แม่นยำ เป็นโอกาสที่จะทำให้เติบโตได้”พิมพาภรณ์ นวลมี ผู้จัดการฝ่ายการตลาด สำนักพิมพ์ปราชญ์เปรียว กล่าวว่า สิ่งสำคัญอันดับแรกที่สำนักพิมพ์ขนาดเล็กจะต้องทำ คือ การสร้างความโดดเด่นให้สำนักพิมพ์ของตัวเอง เช่น หาสินค้าที่ตอบสนองความต้องการของตลาดได้ตรงกลุ่มเป้าหมาย รองลงมา คือ การสร้างรูปเล่มที่โดดเด่น เหมือนกับการทำขนม ที่อันดับแรกต้องอร่อยและมีบรรจุภัณฑ์ที่สวยงาม
“
เมื่อสร้างได้แล้ว และรู้ว่าผู้บริโภคของเราเป็นใคร จึงต่อยอดด้วยการหาสินค้าที่ตอบสนองความต้องการของกลุ่มเป้าหมายออกมาอย่างต่อเนื่อง เป็นบุคลิกที่โดดเด่นของสำนักพิมพ์”สิ่งที่อยากให้สมาคมช่วย คือ ช่องทางในการโฆษณา ประชาสัมพันธ์ เพื่อเข้าถึงกลุ่มผู้อ่านในวงกว้างมากขึ้น เพราะสำนักพิมพ์เล็กไม่มีงบสำหรับส่วนนี้ ขณะที่ฟรีมีเดียอย่าง โซเชียลมีเดีย มีส่วนช่วยบ้าง แต่ได้เฉพาะกลุ่มแฟนประจำเท่านั้น







