
นักวิชาการ กระทุ้งรัฐ-ธปท. ลดดอกเบี้ยกู้วิกฤตแก้บาทแข็ง หวั่น GDP วูบ 0.1%
อัทธ์ พิศาลวานิช จี้รัฐบาลเร่งถกธปท. ลดเบี้ยในการประชุม กนง.16 ต.ค.นี้ หวังหยุดบาทแข็ง ชี้หากปล่อยถึงสิ้นปีผู้ประการตายหมด เสี่ยงฉุดส่งออก-ท่องเที่ยวสูญรายได้ 3 แสนล้านบาท แนะค่าบาทที่เหมาะสมควรอยู่ที่ 33-34 บาทต่อดอลล่าร์สหรัฐ
จากสถานการณ์ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นในรอบ 30 เดือน ก่อนที่เปิดตลาดเช้าวันนี้(26 ส.ค.67) จะกลับมาปรับตัวอยู่ที่ 32.74 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ทรงตัวใกล้เคียงกับช่วงปิดตลาดเย็นวานนี้ สาเหตุใหญ่เกิดจากการอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐ หลังจากที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.50% มาอยู่ที่กรอบ 4.75-5.00% ทำให้มีเม็ดเงินที่จะไหลเข้าตลาดเกิดใหม่ เพื่อเก็งกำไรส่วนต่างค่าเงิน ซึ่งเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น ส่งผลให้รายได้จากการส่งออกเป็นรูปแบบเงินบาทปรับตัวลดลง
แม้ว่า ตัวเลขการส่งออกของกระทรวงพาณิชย์ ล่าสุด เดือนส.ค.2567 จะมีมูลค่า 26,182.3 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 939,521 ล้านบาท ขยายตัว 7% สูงกว่าตลาดคาด แต่หลายฝ่ายมองว่า การส่งออกในช่วงที่เหลือยังคงต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เพราะเชื่อว่า ผลกระทบของเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง จะเริ่มส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกไทยหลังจากนี้อย่างเป็นนัยยะสำคัญ
รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กล่าวกับสำนักข่าวโพสต์ทูเดย์ว่า สถานการณ์ของค่าเงินบาทในขณะนี้ ถือเป็นวาระสำคัญที่รัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต้องเข้ามาดูแลอย่างใกล้ชิด เพราะภาคส่งออก รวมถึงภาคการท่องเที่ยวนับเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทย หากรัฐบาล และธปท. ไม่เร่งหารือร่วมกันเพื่อหาทางแก้ไข มีโอกาสที่จะเห็นเงินบาทแข็งค่าไปแตะที่ 31.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ภายในระยะเวลา 1 เดือนนับจากนี้
“หากภายในระยะ1 เดือนไม่ทำอะไรสักอย่าง คือ ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.)ในวันที่ 16 ต.ค.นี้ ไม่ลดดอกเบี้ยนโยบายลงอย่างน้อย 0.25% และ ธปท.ไม่เข้าไปแทรกแซง หรือ ดูแลค่าเงินบาท ก็มีโอกาสเห็นเงินบาทแข็งค่าไปแตะที่ 31.80-31.70 บาทต่อดอลล่าร์สหรัฐ จะทำให้ส่งออกตายหมดแน่นอน โดยมองว่า ค่าบาทที่เหมาะควรอยู่ที่ 33-34 ดอลล่าร์สหรัฐ” รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ กล่าว
รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ ยังคาดว่าภายในสิ้นปี 2567 เฟดจะปรับลดดอกเบี้ยลงอีก 0.50% เท่ากับว่าดอกเบี้ยนโยบายของเฟดจะลดลงไป 1% และหากกนง.ยังคงยืนกรานไม่ลดดอกเบี้ยนโยบายลงอีกในรอบถัดไป( 18 ธ.ค.67) เชื่อว่าจะได้เห็นเงินบาทแข็งค่าไปแตะที่ระดับ 31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐแน่นอน จะยิ่งซ้ำเติมภาคส่งออก และภาคการท่องเที่ยวให้ล้มตาย และจะกระทบอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ให้ลดลง
“ค่าเงินบาทที่แข็งขึ้นจากระดับ 33 บาทต่อดอลล่าร์ มาอยู่ที่ 32 บาทต่อดอลล่าร์สหรัฐ จะทําให้มูลค่าการส่งออกของไทยภายในปีนี้หายไป 200,000 - 300,000 ล้านบาท กระทบจีดีพีลดลงไป 0.01% โดยคาดว่าทั้งปีจีดีปีนี้จะโตอยู่ที่ 2% ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวมาไทยจะพลาดเป้า โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีน เพราะจีนปรับลดดอกเบี้ยลง 0.2-0.3% ทำให้ค่าเงินบาทแข็งกว่าค่าเงินหยวนทันที” รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ กล่าว
สำหรับกลุ่มสินเกษตร และกลุ่มอาหาร ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าที่ผลิตภายในประเทศเป็นหลัก ที่ไม่พึ่งพิงวัตถุดิบจากต่างประเทศจะได้รับผลกระทบหนักที่สุด โดยเฉพาะกลุ่มSMEs เนื่องจากไม่สามารถแข่งขันด้านราคาได้ ส่วนกลุ่มอุตสาหรรมที่พึ่งพิงการนําเข้าจากต่างประเทศมาก ก็จะได้อานิสงส์จากราคาที่ถูกลง เช่น กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า
ดังนั้นถึงเวลาที่รัฐบาลและธปท.ควรเร่งหารือร่วมกันเพื่อหาทางดูแลค่าเงินบาท หากปล่อยนานไปจะกลายเป็นปัจจัยที่ซ้ำเติมเศรษฐกิจไทย จากเดิมต้นทุนในการผลิตไทยสูงกว่าประเทศคู่แข่งอยู่แล้ว ค่าเงินบาทจะลดทอนศักยภาพในการแข่งขันของประเทศไปด้วย ซึ่งกระทบต่อเศรษฐกิจในวงกว้าง การที่กลุ่มเกษตร และกลุ่ม SMEs ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงมีการจ้างงานมากถึง 30-40% ของการจ้างงานภายในประเทศ ยิ่งจะทำให้จำนวนการว่างงานพุ่งสูงขึ้น ฉะนั้นนโยบายการปรับขึ้นค่าแรง 400 บาท ยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมต่อเศรษฐกิจไทยในขณะนี้
“รัฐบาลควรไปให้ความสำคัญในเรื่องลดค่าครองชีพ ลดต้นทุนการผลิต เช่น น้ำมัน พลังงาน ราคาปุ๋ยจะดีกว่า เพราะการขึ้นค่าแรงเท่ากับการซ้ำเติม เร่งให้ SMEs ปิดกิจการมากขึ้นไปอีก อัตราการว่างงานจะเพิ่มขึ้น ที่ผ่านมาเขาก็สู้ราคาสินค้าจีนไม่ได้อยู่แล้วจะไปเติมต้นทุนให้แพงขึ้นอีก ขณะที่ดอกเบี้ยก็ยังสูง” รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ กล่าว
นอกจากนี้ ยังเสนอแนะให้ รัฐบาลเร่งเรียกความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อเศรษฐกิจไทยให้มากขึ้น โดยเฉพาะการสื่อสารของนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี ต้องเป็นไปในทิศทางเดียวกัน และชัดเจนมากกว่านี้ ยกตัวอย่างการสื่อสารเรื่องค่าเงินบาทของนายกรัฐมนตรีที่ผ่านมา ถือเป็นเคสหนึ่งที่ทำให้เกิดความเข้าใจกันไปคนละทาง ซึ่งอาจบั่นทอนความเชื่อมั่นนักลงทุนไทยและต่างประเทศได้ เพราะความเชื่อมั่นถือเป็นอาวุธทางเศรษฐกิจของรัฐบาล
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าของเงินบาทในช่วงที่ผ่านมา ธปท.ยอมรับว่า ค่าเงินบาทผันผวนมากขึ้น โดยปรับแข็งค่าขึ้น 3.8% ตั้งแต่ต้นปี และปรับแข็งค่าเร็วอยู่ในกลุ่มนำสกุลภูมิภาคในไตรมาส 3 ปีนี้จากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ ประกอบกับการประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของทางการจีนที่ส่งผลเชิงบวกต่อทิศทางเงินสกุลภูมิภาค







