
จับตา ปรับเกณฑ์ เข็น“ดิจิทัล วอลเล็ต” ดึงความเชื่อมั่นรัฐบาลเพื่อไทย
เกาะติด ทิศทางนโยบายเรือธง คาดรัฐบาลปรับเงื่อนไขใหม่ ลดวงเงิน-จ่ายเป็นเงินสด เดินหน้าโครงการแจกเงิน รักษาคะแนนเสียง - ลดความเสี่ยงนายกฯ อุ๊งอิ๊ง
“โครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่าน ดิจิทัล วอลเล็ต” ถืออีกหนึ่งความท้าทาย ที่มาพร้อมกับแรงกดดันของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี คนใหม่ของไทย เพราะดิจิทัล วอลเล็ตเป็นโครงการฯที่ประชาชนคนไทยจำนวนมากรอคอย คาดหวังจะได้ใช้เงินหมื่นกันทั่วหน้า แต่อย่างที่ทุกคนรู้กันดี โครงการฯนี้ มีแต่ปัญหา มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้าง และเสียงคัดค้านมากมายตั้งแต่ยังไม่เริ่มโครงการฯ โดยเฉพาะแหล่งที่มาของเงินทำโครงการฯ ที่สรุปสุดท้ายมาจากงบประมาณปี 2567 และปี 2568 วงเงินรวม 4.5 แสนล้าน ที่ไปเพิ่มภาระหนี้ประเทศให้ล้น สร้างความเสี่ยงด้านสถานะการคลังจนน่าเป็นห่วง สุ่มเสี่ยงผิดกฎหมาย อาจได้ไม่คุ้มเสีย
แต่อย่างไรก็ตามโครงการ ดิจิทัล วอลเล็ต ก็เป็นโครงการเรือธงของพรรคเพื่อไทยที่ได้หาเสียงไว้ หากน.ส.แพทองทานมานั่งนายกฯแล้ว กลับล้มโครงการไปดื้อๆ ย่อมกระทบต่อความรู้สึกของประชาชน กระทบต่อคะแนนความนิยมของพรรคให้ลดลงอย่างแน่นอน แถมเสียงกร่นด่าของคนทั้งประเทศ เหตุเพราะรัฐบาล “สัญญาว่าจะให้ แต่ทำไม่ได้” ย่อมส่งผลกระทบต่อการเลือกตั้งครั้งหน้า
ดังนั้นมีความเป็นไปว่า เพื่อเป็นการรักษาความนิยมของรัฐบาล อาจมีการปรับเปลี่ยนเงื่อนไขโครงการฯ เพื่อลดความสุ่มเสี่ยงทางกฎหมาย และขับเคลื่อนโครงการให้สามารถเดินหน้าต่อไปได้ และรวดเร็วมากขึ้น เช่น ลดขนาดของโครงการฯ โดยลดจำนวนคนแจก ลดวงเงิน จากเดิมแจกให้คนไทยจำนวน 45 ล้านคน วงเงิน 4.5 แสนล้านบาท เปลี่ยนเป็นแจกเป็นเงินสด อาทิ แจกคนละ 2,000 บาท ทยอยแจกเป็นเวลา 5 เดือน หรืออาจแจกไม่ถึง 10,000 บาทต่อคน ให้กับกลุ่มเปราะบางก็เป็นได้ แทนการใช้จ่ายเป็นเงินดิจิทัล นอกจากจะดึงความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อพรรคให้กลับมาแล้ว ยังดึงโครงการฯ ให้กลับมาอยู่ในโซนที่มีความปลอดภัย ตามคำแนะนำของธนาคารแห่งประเทศไทย
แนวคิดนี้สอดคล้องกับความเห็นของ ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ที่ระบุกับ สำนักข่าวโพสต์ทูเดย์ ว่า มีโอกาสที่รัฐบาลจะปรับเงื่อนไขโครงการฯ ตามที่ภาควิชาการและองค์กรต่างๆท้วงติงมา และคนที่มีความเสี่ยง คือ ตัวนายกฯเอง จึงเห็นควรว่านายกฯน่าจะทบทวนเงื่อนไขของโครงการฯ แล้วเดินหน้าโครงการฯ ในระดับที่เล็กลง
“อาจกลับมาใช้โครงการคนละครึ่ง บวกกับเงินดิจิทัล หากผสมผสานกันดี เผลอๆอาจได้ผลออกมาดีกว่าการแจกเงินผ่านดิจิทัล วอลเล็ต หากทำแล้วเศรษฐกิจออกมาดีได้ ถ้าเงินถึงมือรากหญ้า จะนโยบายอะไรก็ได้ แบบนโยบายจำนำข้าว หรือรถคันแรกที่รวยกัน” ดร.นณริฏ กล่าว
อย่างไรก็ตาม ยังต้องจับตาว่า สรุปสุดท้ายโครงการฯนี้ จะจบลงอย่างไร จะเดินหน้าต่อได้ตามไทม์ไลน์หรือไม่ คือ สามารถใช้จ่ายได้ภายในไตรมาส 4 ปีนี้ เพราะนาทีนี้ไม่มีใครให้คำตอบได้ เพราะแม้แต่บุคคลที่เกี่ยวข้องกับโครงการฯโดยตรง ทั้งตัวนายกฯ ซึ่งมีตำแหน่งเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย และนายจุลพันธ์ อมรวิฒน์ รักษาการรมช.คลัง หัวเรือใหญ่ของโครงการฯ ก็ยังไม่สามารถให้ความชัดได้ กลับโยนให้เป็นการตัดสินใจของรัฐบาลชุดใหม่ ทั้งที่โครงการฯนี้ เป็นนโยบายเรือธงของพรรคเพื่อไทยเอง ไม่ใช่เป็นนโยบายของนายเศรษฐาที่พ้นจากตำแหน่งไปแล้ว







