
คลัง แจงสตง.ยันทำโครงการเงินดิจิทัลด้วยความระมัดระวัง
คลัง ยันรับฟังความคิดเห็นทุกหน่วยงาน พร้อมปรับเปลี่ยนเงื่อนไขตามความเหมาะสม หลัง สตง.ส่งหนังสือเตือน ลดความเสี่ยงโครงการ Digital Wallet ยอมรับกู้ขาดดุลเพิ่มดันระดับหนี้ประเทศพุ่ง แต่จะบริหารอย่างระมัดระวัง อยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง
นายจุลพันธ์ อมรวิฒน์ รมช.คลัง กล่าวถึงกรณี สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) ส่งหนังสือเตือนถึงคณะรัฐมนตรี(ครม.) แนะนำให้รัฐบาลระวังโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่าน Digital Wallet โดยให้นำความเห็นและข้อสังเกตุของธนาคารแห่งประเทศ สภาพัฒน์ฯ และ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง มาประกอบการพิจารณาโครงการ เพื่อลดความเสี่ยงด้านทุจริต และการเงินการคลังของประเทศ ว่า ยืนยันว่า ที่ผ่านมา เมื่อมีข้อเสนอแนะ และข้อห่วงใยต่อโครงการฯเข้ามายัง ครม. หรือ คณะอนุกรรมการกำกับการดำเนินโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่าน Digital Wallet ก็รับฟังความคิดเห็น และรับข้อเสนอแนะของทุกหน่วยงานเข้ามาพิจารณา และดําเนินการปรับเปลี่ยนรายละเอียด ข้อจำกัดต่างๆให้ล้อไปตามข้อสังเกต ตามความเหมาะสมทุกครั้ง เพราะเราถือว่าข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์
“อย่างประเด็นเอื้อกลุ่มทุนที่เป็นห่วงกัน เราก็มีกลไกลรองรับในเรื่องนี้ เช่น การให้ใช้เงิน 2 รอบก่อนถึงจะขึ้นเงินได้ หรือ ปรับร้านค้าขนาดใหญ่ออก อันนี้ก็เป็นกลไกนึงที่ตอบสนองต่อโจทย์นั้นเช่นเดียวกัน เพื่อไม่ให้มันเกิดการกระจุกตัว ” นายจุลพันธ์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม ในเรื่องการเอื้อกลุ่มทุนใหญ่หรือไม่นั้น อยากให้เข้าใจว่า ร้านสะดวกซื้อในประเทศไม่ได้มีแต่ เซเว่น หรือ บิ๊กซี แต่ยังมีร้านสะดวกซื้ออื่นๆด้วย ยังมีร้านคอนวีเนียน ที่ปัจจุบันมีจำนวนเยอะมาก กระจายอยู่ตามชนบทจำนวนของไทย ดังนั้นจะไปตัดสิทธิ์เค้าทั้งหมดคงไม่ได้
ส่วนความเห็นของสภาพัฒน์ฯ ที่มองว่า เศรษฐกิจไทยในขณะนี้ยังไม่เป็นความจําเป็นที่จะต้องกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการบริโภคอาหารผ่านการกระตุ้นการบริโภคนั้น มองว่าเป็นมุมมองที่แตกต่าง อย่างไรก็ตาม รัฐบาลเห็นว่า การกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านกลไกลโครงการ Digital Wallet ไม่ใช่มิติเดียวที่รัฐบาลดำเนินการ แต่รัฐบาลยังมีกลไกการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจในเรื่องของการพัฒนาอุตสาหรรมที่เป็นเอสเคิร์ฟ หรือ การพัฒนาฝีมือแรงงาน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันรัฐบาลก็ทำ
ซึ่งกลไกนี้นอกจากการเป็น มาตรการระยะสั้น กระตุ้นเศรษฐกิจระยะยาว ยังเป็นเรื่องของกลไกในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจดิจิทัลในระยะยาวด้วย ที่คนถามกันว่า ทำไมไม่แจกเป็นเงินสดไปเลย ก็เพราะว่า เราต้องการปรับให้ประเทศไทยมีความสามารถในการแข่งขัน เพื่อรองรับเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไปได้ในรูปแบบดิจิทัล
สำหรับข้อกังวลว่า การใช้งบประมาณทำโครงการ Digital Wallet จะเป็นภาระด้านการคลังของประเทศในระยะยาวนั้น ยืนยันว่า การทำโครงการฯ อยู่ในกรอบวินัยทางการเงิน การคลังอยู่มาโดยตลอด
“เรารับทราบข้อห่วงใยและข้อเสนอแนะ และจะบริหารอย่างระมัดระวัง วันนี้หนี้สาธารณะของไทยอยู่ระดับที่ 11.5 ล้านล้านบาท เรากู้ 500,000 ล้านบาทเพื่อใช้ในโครงการฯ ด้วยการขาดทุนเพิ่มเติม ก็ยอมรับเป็นการเติมเข้าไปในหนี้สาธารณะส่วนหนึ่ง แต่ในช่วงระหว่างปี 10 ปีที่ผ่านมา ระดับหนี้สาธารณะจะประมาณ 5 ล้านล้านบาทเป็น 10 ล้านล้านบาทแล้วเราไม่มีกลไกในการพัฒนาปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจเลย ทำไมตอนนั้นไม่เตือนกันบ้าง”นายจุลพันธ์ กล่าว







