
ธปท.ชี้บ.เพรซิเด้นท์ฯ เสียหายแค่ 6,234 ล้าน
ธปท.ยืนยันปัญหาฉ้อโกงในบริษัทเพรซิเด้นท์ อะกริ เทรดดิ้ง 9 แบงก์เสียหายเพียง 6,234 ล้านบาท และไม่กระทบฐานะแบงก์แต่อย่างใด เพราะตั้งสำรองครบทั้งจำนวนก่อนตัดหนี้สูญ
ธปท.ยืนยันปัญหาฉ้อโกงในบริษัทเพรซิเด้นท์ อะกริ เทรดดิ้ง 9 แบงก์เสียหายเพียง 6,234 ล้านบาท และไม่กระทบฐานะแบงก์แต่อย่างใด เพราะตั้งสำรองครบทั้งจำนวนก่อนตัดหนี้สูญ
นายสรสิทธิ์ สุนทรเกศ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) กล่าวว่า จากกรณีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ)ออกมาเปิดเผยข้อมูลความเสียหายของธนาคารพาณิชย์ 9 แห่ง ซึ่งถูกบริษัทเพรซิเด้นท์ อะกริ เทรดดิ้งใช้สัญญาปลอมมาเวียนขอสินเชื่อนั้น ธปท.ได้ตรวจสอบข้อมูลความเสียหายแล้วพบว่า ธนาคารทั้ง 9 แห่ง มีการปล่อยกู้วงเงินรวมทั้งสิ้นมีเพียง 6,234 ล้านบาท ไม่ใช่ 3 หมื่นล้านบาท ฉะนั้นหากเกิดความเสียหายไม่ได้รับชำระหนี้ทั้งจำนวนก็จะเสียหายเพียง 6,234 ล้านบาทเท่านั้น ซึ่งความเสียหายดังกล่าวไมได้กระทบฐานะของธนาคารทั้ง 9 แห่งแต่อย่างใด
เนื่องจาก วงเงินสินเชื่อดังกล่าว ธนาคารพาณิชย์ทั้ง 9 แห่ง มีการตั้งสำรองตามเกณฑ์ครบทั้งจำนวนแล้ว และมีการตัดหนี้สูญไปแล้วตั้งแต่ปี 2550 ที่ผ่านมา ดังนั้นมูลหนี้เหล่านี้จะไม่สามารถสร้างความเสียหายเพิ่มขึ้นได้อีก ตรงกันข้ามหากธนาคารได้รับเฉลี่ยทรัพย์จากกรณีนี้มา ก็จะกลายมาเป็นกำไรของธนาคารทันที เพราะตั้งแต่กศาลล้มละลายสั่งให้บริษัทเพรซิเด้นท์ อะกริ เทรดดิ้ง ล้มละลาย เมื่อ 12 ม.ค.ปีนี้ที่ผ่านมา ทางธนาคารพาณิชย์ทั้ง 9 แห่งในฐานะผู้เสียหายได้ดำเนินการยื่นขอเฉลี่ยทรัพย์กับศาลไว้แล้ว
“วงเงินที่ปล่อยกู้หรือความเสียหายกรณี 9 แบงก์ ปล่อยกู้ธปท.คิดว่าน่าจะมีเพียง 6,234 ล้านบาท ส่วนตัวเลข 3 หมื่นล้านบาททีดีเอสไอกล่าวถึงมีความเป็นไปได้ว่าคิดรวมดอกเบี้ยมาตลอด 5 ปีที่ผ่านมา เพราะเรื่องการปล่อยกู้บริษัทเพรซิเด้นท์ อะกริ เทรดดิ้ง นี้ธปท.ตรวจพบมาตั้งแต่ปี 2548-2549 แล้ว เพราะตอนนั้นบริษัทนี้เริ่มมีการผิดนัดชำระหนี้ และเป็นหนี้จากากรขอกู้กับธนาคารพาณิชย์หลายแห่งพร้อมๆ กัน ธปท.จึงได้สั่งแบงก์ที่ปล่อยกู้ตรวจสอบหลักเกณฑ์การให้กู้และให้แบงก์ไปตรวจสต็อกข้าวที่เขาเอามาเป็นหลักประกันการขอสินเชื่อตั้งแต่ตอนนั้น และก็มีการดำเนินการมาเรื่อยๆ กระทั้งทุกแบงก์ทยอยตั้งสำรองมาจนครบทั้งจำนวนและตัดหนี้สูญ” นายสรสิทธิ์กล่าว
นายสรสิทธิ์ กล่าวว่า อย่างไรก็ตามกรณีนี้ไม่ได้กระทบต่อการปลอ่ยสินเชื่อให้กับภาคส่งออกข้าวหรือส่งออกสินค้าอื่นๆ แต่อย่างใด เนื่องจากธนาคารทุกแห่งมีเกณฑ์มาตรฐานในการปล่อยกู้ และการดูแลความเสี่ยงที่ได้มาตรฐานอยู่แล้ว จึงไม่น่าจะกระทบต่อการให้สินเชื่อกรณีอื่นๆ และไม่น่าจะกระทบต่อฐานะของธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบ เพราะปัจจุบันธนาคารมีเงินกองทุนเฉลี่ยสูงถึง 15.9% สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 8.5%
อย่างไรก็ตาม กรณีการปล่อยกู้จนเกิดความเสียหาย จะไปเกี่ยวข้องกับผู้บริหารระดับสูงของธนาคารทั้ง 9 แห่งหรือไม่ ยังไม่สามารถสรุปได้ เพราะการที่พนักงานปล่อยสินเชื่อทุจริตไม่ได้หมายความว่าผู้บริหารต้องทุจริตด้วย และอีกอย่างกฎหมายก็ให้สิทธิ์แก้ผู้บริหารในการพิสูจน์ตัวเองได้ด้วย เพราะก่อนหน้านี้ธนาคารทุกแห่งได้ไปแจ้งความดำเนินคดีกับพนักงานเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องไว้หมดแล้ว แต่รายละเอียดการเอาผิดกับผู้ทุจริตต้องให้ดีเอสไอเป็นผู้ดำเนินการ และสรุปเองว่าใครเกี่ยวข้องบ้าง ส่วนธปท.ก็ช่วยประสานงานและอำนวยความสะดวกให้ดีเอสไอเท่านั้น







