posttoday
คลื่นลมยังไม่สงบ

คลื่นลมยังไม่สงบ

25 มกราคม 2554

0....จิตรา อมรธรรม

0....จิตรา อมรธรรม

สินทรัพย์เสี่ยงต่างๆ รวมทั้งตลาดหุ้นยังไม่ปลอดภัยในสัปดาห์นี้ ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อยังอยู่ในตลาด เพราะมีหลายประเทศรายงานตัวเลขเงินเฟ้อ ตามมาด้วยการประชุมของธนาคารกลาง 5 แห่ง คือ อินเดีย ญี่ปุ่น สหรัฐ นิวซีแลนด์ มาเลเซีย และมีรายงาน GDP 4Q10 ของอังกฤษ เกาหลีใต้ และสหรัฐ นอกจากนี้สหรัฐยังมีรายงานตัวเลขเกี่ยวกับบ้าน ค่าเงินเหรียญสหรัฐมีโอกาสผันผวนเช่นเดียวกับตลาดหุ้น ยังต้องระวังหุ้น Big Cap ที่เป็นเป้าหมายในการขายของต่างชาติ หาจังหวะเก็งกำไรเป็นรายตัวที่คาดว่าจะประกาศกำไรดี PTTCH, PTTAR, IRPC, IVL, TOP, ESSO, BANPU, LANNA, AGE, STA, TVO, HMPRO, BIGC, MAKRO, BEC, BGH ส่วนกลุ่มที่คาดว่ากำไรจะลดลง QQ ได้แก่ กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ (ยกเว้น SVI ที่คาดว่ากำไรจะดีที่สุดของปี), CPF, GFPT, TSTH

การเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างตลาดหุ้นต่างๆ จะยังคงดำเนินต่อไปอีกระยะหนึ่งจนกว่าจะมีความสมดุลเกิดขึ้น ในปี 2011 YTD เม็ดเงินได้เคลื่อนย้ายเข้าตลาดเกาหลีและไต้หวันมากที่สุดในเอเชีย (ไม่รวมจีนและมาเลเซีย) ถึง 60% และ 22% ของเม็ดเงินที่ไหลเข้าเอเชีย (ไม่รวมจีนและมาเลเซีย) ทั้งหมดเป็นเพราะว่าในปี 2010 ที่ผ่านมา Fund Flow ไหลเข้าตลาดเกาหลีเพียง 30% ทั้งที่เกาหลีมีน้ำหนักสูงที่สุดใน MSCI ถึง 35% ขณะที่ Fund Flow ที่เข้าไต้หวันในปีที่ผ่านมามีสัดส่วน 15% ทั้งที่ไต้หวันมีน้ำหนักประมาณ 27% ใน MSCI ในทางตรงกันข้าม ดัชนีตลาดหุ้นอินเดียในปีนี้ปรับลงแรง ลบ 6.6% YTD แรงเป็นอันดับ 2 รองจากอินโดนีเซีย

การซื้อของต่างชาติลดลงอย่างเห็นได้ชัดเหลือเพียง 18% ของตลาดเอเชียทั้งหมดในปีนี้ ซึ่งก็เป็นเพราะในปี 2010 ตลาดอินเดียได้รับ Fund Flow สูงที่สุดในเอเชียถึง 46% ทั้งที่อินเดียถ่วงน้ำหนักใน MSCI เพียง 20%

สำหรับตลาด TIPs ที่ดัชนีร่วงแรงในปีนี้ อันเป็นผลมาจาก Fund Flow ที่ไหลออก ขณะที่ไทยถ่วงน้ำหนักประมาณ 4% อินโดนีเซียถ่วงน้ำหนัก 6% และฟิลิปปินส์ประมาณ 1% เศษ ใน MSCI หากย้อนกลับไปในปี 2010 ต่างชาติซื้อหุ้นไทยเพียง 3% อินโดนีเซียเพียง 4% และฟิลิปปินส์ 2% ของเม็ดเงินที่ไหลเข้ามายังเอเชียทั้งหมด ดังนั้นหากจะพิจารณากันถึงน้ำหนักของตลาดหุ้นต่างๆ ใน MSCI ถือได้ว่าน้ำหนักของตลาด TIPs อยู่ในเกณฑ์ของ MSCI แล้ว เพียงแต่ 1) ดัชนีตลาดหุ้น TIPs ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาที่ทั่วโลกเพิ่งฟื้นจากวิกฤตการเงิน (2008–2010) ปรับขึ้นไปแรงถึง 173% สำหรับอินโดนีเซีย ส่วนไทยปรับขึ้น 130% ฟิลิปปินส์ บวก 124% และตามด้วยอินเดียที่ บวก 111% ทำให้ในแง่ PE โดยเฉพาะของไทยที่ปัจจุบันซื้อขายที่ 12.5 เท่า ไม่ได้ถูกเหมือนในช่วงวิกฤตที่ 10 เท่า และ 2) ตลาดหุ้นในเอเชียที่ยังมีน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ (Underowned) ของ MSCI ยังเป็นตลาดเกาหลีและไต้หวัน ขณะที่ในปี 2010 ดัชนีตลาดเกาหลีบวกเพียง 22% และไต้หวันบวกเพียง 10% การปรับสมดุลของ Fund Flow จึงจะดำเนินต่อไปอีกระยะ

หากพิจารณาถึงต้นทุนเฉลี่ยของต่างชาติที่เพิ่งเริ่มซื้อตลาดหุ้นอย่างจริงจัง คือ ในช่วงหลังกรณีมาบตาพุดชัดเจนเมื่อต้นเดือน ก.ย.ของปีที่ผ่านมา จนถึงวานนี้ พบว่าต้นทุนเฉลี่ยอยู่ที่ 964 จุด เท่ากับระดับปิดของดัชนีวันที่ 24 ม.ค.ที่ผ่านมา เท่ากับว่ารอบนี้ไม่เหลือกำไรแล้ว แต่ยังมีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนอีก 4.4% นอกจากจะมองว่าเงินบาทจะอ่อนค่าอีกอย่างมีนัยสำคัญ การขายตัดขาดทุนก็อาจเกิดขึ้นได้

แต่หากดูในแง่การปรับฐานของดัชนีในตลาด TIPs (ไทย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์) พบว่าทั้งตลาดอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ปรับลงใกล้เคียงกัน คือ 11.6% นับจากจุด Peak ของปีก่อน ขณะที่ตลาดหุ้นไทยจนถึงวันที่ 24 ม.ค. ปรับลง 8.7% หากตลาดไทยต้องปรับลงเท่ากับกลุ่ม TIPs ดัชนีจะปรับลงไปเหลือ 942 จุด ซึ่งไม่น่าเป็นเช่นนั้น เพราะเวลาปรับขึ้น ตลาดเราก็ปรับขึ้นน้อยกว่าอินโดนีเซีย

ดัชนีที่ปรับลงแล้ว 71 จุด ใน 3 วันที่ผ่านมา หากจะเก็งกำไรระยะสั้นสามารถทำได้ แต่หวังเพียงรีบาวด์ 1 ใน 3 หรือ 980 จุด แต่หากซื้อเพื่อการลงทุน แม้ว่าหุ้นพื้นฐานหลายตัวจะน่าสนใจ แต่หุ้นขนาดใหญ่ที่เป็น Core Port ของต่างชาติยังอยู่ในเกณฑ์ไม่น่าไว้ใจ ให้ทยอยรับมากกว่า เช่น BANPU, PTT, PTTEP, PTTCH, KBANK, SCB, PTT, BGH, TUF

ข่าวล่าสุด

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค