
สั่ง36โรงงานคุมมลพิษสารก่อมะเร็ง
อุตฯ สั่ง 36 โรงงาน ทำแผนควบคุมมลพิษสารก่อมะเร็งที่ปล่อยจากโรงงาน พร้อมเข้าดูแลบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด
อุตฯ สั่ง 36 โรงงาน ทำแผนควบคุมมลพิษสารก่อมะเร็งที่ปล่อยจากโรงงาน พร้อมเข้าดูแลบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด
นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ ผู้ช่วยรมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยภายหลังการประชุมการบริหารจัดการสารอินทรีย์ระเหย (VOCs) ร่วมกับผู้ประกอบการในมาบตาพุด 36 ราย ว่า กระทรวงอุตสาหกรรมได้เชิญผู้ประกอบการในมาบตาพุดมาร่วมหารือเกี่ยวกับแนวทางการลดสารอินทรีย์ระเหย 3 ชนิด คือ สารเบนซีน สาร 1,2-ไดคลอโรอีเทน และสาร 1,3-บิวทาไดอีน โดยขอให้โรงงานทั้ง 36 แห่ง ซึ่งเป็นโรงงานที่มีความเกี่ยวข้องกับการปล่อยสารดังกล่าว จัดทำแผนการลดสารอินทรีย์ระเหยของแต่ละโรงงามาให้การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) พิจารณาภายในวันที่ 4 ก.พ.2554
ทั้งนี้ แผนการลดสารอินทรีย์ดังกล่าวจะต้องครอบคลุมการปล่อยทั้ง 6 ด้าน ได้แก่ การรั่วซึม การเผาไหม้ การขนส่ง ถังเก็บ ระบบบำบัดน้ำเสียและการปล่อยมลพิษทางปล่อง ซึ่งโรงงานแต่ละแห่งจะมีแผนลดที่แตกต่างกัน เพราะโรงงานแต่ละประเภทจะมีการรั่วไหลของสาร VOCs ที่แตกต่างกัน โดยในช่วงแรกจะเป็นการขอความร่วมมือกับผู้ประกอบการให้ช่วยลดการปล่อยไปก่อน
ขณะเดียวกันได้สั่งการให้กนอ.จัดกลุ่มโรงงานที่มีโอกาสปล่อยสารอินทรีย์ระเหยทั้ง 36 แห่ง ออกเป็น 3 กลุ่ม คือ ระดับมาก กลางและน้อย เพื่อเป็นข้อมูลในการกำกับดูแลโรงงานในมาบตาพุด ซึ่งต่อไปกระทรวงอุตสาหกรรมจะบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด
นายพุทธิพงษ์ กล่าวว่า ภายในสัปดาห์นี้กรมโรงงานอุตสาหกรรมจะเสนอร่างประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมเรื่องแนวปฏิบัติเพื่อควบคุมสารอินทรีย์ระเหยให้นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รมว.อุตสาหกรรมพิจารณาลงนาม และจะประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อให้มีผลบังคับใช้ โดยร่างประกาศดังกล่าวกำหนดวิธีการตรวจวัดการปล่อยสารอินทรีย์ระเหยตามมาตรฐานขององค์กรป้องกันสิ่งแวดล้อม สหรัฐอเมริกา (US.EPA) ซึ่งจะกำหนดให้โรงงานที่ปล่อย VOCs เกินค่ามาตรฐานต้องปรับปรุงภายในระยะเวลาที่กำหนด และถ้าไม่ปรับปรุงก็อาจถูกสั่งหยุดหรือถอนใบอนุญาตประกอบการ
“ผู้ประกอบการเห็นด้วยกับแนวทางของกระทรวงอุตสาหกรรม เพราะถ้าไม่แก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมในมาบตาพุดอาจส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจในระดับนโยบายที่ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการในอนาคต และถ้าผู้ประกอบการไม่ให้ความร่วมมือก็จะไม่ได้รับความสะดวกในการขยายโรงงาน” นายพุทธิพงษ์ กล่าว
แหล่งข่าวจากกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมประชุมกังวลเกี่ยวกับการลงทุนเพื่อลดการปล่อย VOCs ว่าหากต้องลงทุนเปลี่ยนเครื่องจักรใหม่ หรืออุปกรณ์ จะเท่ากับเป็นการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดของโครงการที่ได้รับอนุมัติรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ไปแล้ว ทำให้ผู้ประกอบการต้องยื่นขออีไอเอใหม่ จึงต้องการให้ภาครัฐช่วยอำนวยความสะดวกในด้านนี้ด้วย
ทั้งนี้ โรงงานในมาบตาพุด 36 โรงงาน ที่เข้าร่วมประชุมครั้งนี้ เช่น บริษัท ปตท.เคมิคอล บริษัท ปตท.อะโรเมติกส์และการกลั่น บริษัทพีทีที ฟีนอล บริษัทระยองเพียวรีไยเออร์ บริษัทสตาร์ปิโตรเลียมรีไฟน์นิ่ง บริษัทไทยพลาสติกและเคมีภัณฑ์ บริษัทกรุงเทพซินธิติกส์ บริษัทสยามเลเท็กซ์ บริษัทมาบตาพุด แทงก์ เทอมินัล เป็นต้น







