
ดั๊บเบิ้ลเอจ่อขึ้นราคากระดาษ
ดั๊บเบิ้ล เอ สุดอั้นเล็งปรับราคากระดาษ รับต้นทุนพลังงานพุ่ง พร้อมออกสินค้าใหม่ ทุ่ม 500 ล้านบาท บุกต่างประเทศ หวังยอดเติบโต 15% ปีนี้
ดั๊บเบิ้ล เอ สุดอั้นเล็งปรับราคากระดาษ รับต้นทุนพลังงานพุ่ง พร้อมออกสินค้าใหม่ ทุ่ม 500 ล้านบาท บุกต่างประเทศ หวังยอดเติบโต 15% ปีนี้
นายชาญวิทย์ จารุสมบัติ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ดั๊บเบิ้ล เอ (1991) เปิดเผยว่า แนวโน้มราคากระดาษในปีนี้ผู้ประกอบการจำเป็นต้องปรับขึ้น เพราะต้นทุนโดยเฉพาะด้านพลังงาน ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการขึ้นราคาต้องได้รับอนุญาตจากกระทรวงพาณิชย์ เพราะกระดาษเป็นสินค้าควบคุม
สำหรับแนวโน้มตลาดกระดาษถ่ายเอกสารมูลค่า 8,500-9,000 ล้านบาท คาดว่าปีนี้จะเติบโต 7-8% จากปีก่อนเติบโต 4-5% เท่านั้น เนื่องจากเจอวิกฤตการเมืองตั้งแต่ช่วงต้นปี ประกอบกับเศรษฐกิจยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ โดยปีนี้เชื่อว่าการแข่งขันน่าจะรุนแรงและยังมีการออกสินค้ากลุ่มใหม่ๆ เข้ามาทำตลาดมากขึ้น
นายชาญวิทย์ กล่าวว่า ปีนี้ดั๊บเบิ้ล เอ ได้เปิดตัวสินค้าใหม่ภายใต้แบรนด์ “ดั๊บเบิ้ล เอ คัลเลอร์ พรินต์” เจาะกลุ่มตลาดองค์กรธุรกิจในระดับบน (พรีเมียม) รองรับงานเอกสารทางธุรกิจ โฆษณา รายงาน และงานกราฟฟิก โดยตั้งราคาจำหน่ายแบบบรรจุ 500 แผ่นในราคารีมละ 115 บาท สูงกว่ากระดาษถ่ายเอกสารทั่วไปที่จำหน่ายในราคารีมละ 108 บาท แบบบรรจุ 100 แผ่น ราคา 49 บาท และ 40 แผ่น ราคา 25 บาท
บริษัทวางเป้าหมายยอดขายกระดาษดั๊บเบิ้ล เอ คัลเลอร์ พรินต์ ไว้ที่ 6,000 ตันในปีนี้ หรือคิดเป็นมูลค่า 240 ล้านบาท โดยใช้งบการตลาดรวม 50 ล้านบาท เพื่อโฆษณา ประชาสัมพันธ์ และทำกิจกรรมการตลาด เพื่อสร้างการรับรู้ในกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ การประกวดสุดยอดสีสันคนออฟฟิศ และกิจกรรมออนไลน์ผ่านเฟซบุ๊ก เป็นต้น
ปัจจุบันดั๊บเบิ้ล เอ มีส่วนแบ่งจากตลาดกระดาษถ่ายเอกสารในประเทศไทยอยู่ 80% โดยช่องทางจำหน่ายหลักผ่านร้านเครื่องเขียนทั่วประเทศ ร้านถ่ายเอกสารประมาณ 1,000 ร้าน จำหน่ายผ่านเว็บไซต์และบริการสั่งซื้อ (เดลิเวอรี)
นายชาญวิทย์ กล่าวด้วยว่า ปีนี้บริษัทวางเป้าหมายการเติบโตไว้ 15-20% จากยอดขายรวม 1.9 หมื่นล้านบาท ในปีก่อน โดยจะมุ่งขยายตลาดต่างประเทศเพิ่มเติม เช่น ที่กลุ่มประเทศแอฟริกา อิหร่าน และซาอุดีอาระเบีย เป็นต้น จากปัจจุบันที่มีการขายกระดาษดั๊บเบิ้ล เอ ไป 100 ประเทศทั่วโลก
บริษัทจะใช้งบการตลาดรวม 500 ล้านบาท ในการทำตลาดแต่ละประเทศ โดยเฉพาะใน 18 ประเทศที่มีสำนักงานตั้งอยู่ จะเน้นทำการตลาดอย่างเต็มรูปแบบ โดยใช้งบประเทศละ 50-100 ล้านบาท ขึ้นอยู่กับยอดขายในแต่ละประเทศ ปัจจุบันบริษัทมียอดขายประมาณ 6,000 ตันต่อเดือน หรือ 7.2 หมื่นตันต่อปี







