posttoday
โลจิสติกส์ไทยในอาเซียน

โลจิสติกส์ไทยในอาเซียน

24 มกราคม 2554

...อภิรดี ตันตราภรณ์

นับไปอีกเพียงไม่ถึง 2 ปี อาเซียนจะเปิดให้การลงทุนด้านการบริการด้านโลจิสติกส์ระหว่างกันเสรียิ่งขึ้น โดยสมาชิกสามารถเข้าไปลงทุนหรือถือหุ้นในธุรกิจโลจิสติกส์ในประเทศสมาชิกอื่นได้ถึง 70%

ทั้งนี้เพื่อจะลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์สำหรับการส่งออกของอาเซียน และเพิ่มการค้าระหว่างประเทศสมาชิกด้วยกันเอง

ดัชนีด้านการปฏิบัติงานด้านโลจิสติกส์ (Logistics Performance Index) ของประเทศสมาชิกอาเซียนนั้น สิงคโปร์ได้คะแนนสูงสุดคือ 4.09 จากคะแนนเต็ม 5 เป็นประเทศที่มีประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์สูงเป็นอันดับ 2 ของโลกเลยทีเดียว

รองลงมาได้แก่ มาเลเซีย ได้คะแนน 3.44 เป็นอันดับ 29 ไทยได้คะแนน 3.29 เป็นอันดับ 35 ฟิลิปปินส์ได้ 3.14 คะแนน อันดับ 44 เวียดนามได้ 2.96 คะแนน อันดับ 55 อินโดนีเซียได้ 2.76 คะแนน อันดับ 75

ดังนั้นหากจะมองลำดับเฉพาะภายในอาเซียน ไทยก็ไม่ขี้เหร่นัก แต่หากมองไปถึงด้านต้นทุน เราพบว่าต้นทุนด้านโลจิสติกส์ของไทยสูงถึงร้อยละ 18.6 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ ซึ่งยังห่างไกลจากสิงคโปร์และมาเลเซียที่มีต้นทุนในระดับ 8% และ 13% ตามลำดับ

ความแตกต่างดังกล่าวจะมีผลต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยและความพร้อมของไทยในการเปิดการค้าเสรีภายใต้ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ในปี 2015 เป็นอย่างมาก

หากจะมองเจาะลงไปที่ตัวธุรกิจโลจิสติกส์ว่า การเปิดเสรีนี้จะมีผลอย่างไรต่อผู้ประกอบการไทย และจะปรับตัวอย่างไร ก็พบว่าผู้ประกอบการโลจิสติกส์ของไทย 70% เป็นผู้ประกอบการขนาดเล็กที่มีทุนจดทะเบียนต่ำกว่า 5 ล้านบาท ในลักษณะเจ้าของคนเดียว บริหารธุรกิจแบบครอบครัว และส่วนใหญ่ให้บริการด้านโลจิสติกส์กลุ่มที่เป็นการขนส่งเท่านั้น

ผิดกับผู้ประกอบการต่างชาติที่แม้มีจำนวนน้อยกว่า แต่มีทุนจดทะเบียนรวมกันมากกว่าทุนของผู้ประกอบการไทยรวมกัน มีการนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ และให้บริการโลจิสติกส์ครบวงจรมากกว่าผลกระทบจากการเปิดเสรีบริการด้านโลจิสติกส์ระหว่างอาเซียนต่อผู้ประกอบการแต่ละกลุ่มมีระดับที่แตกต่างกันออกไป

โดยทั่วไปกลุ่มผู้ประกอบการโลจิสติกส์จะได้รับประโยชน์จากการเปิดเสรี เพราะการขยายการค้าระหว่างกันจะทำให้มีการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศเพิ่มขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็จะได้รับผลกระทบจากการแข่งขันจากต่างประเทศด้วย

กลุ่มที่ไม่ได้รับผลกระทบมากนักจะเป็นกลุ่มที่มีกฎหมายเฉพาะกำกับอยู่ เช่น กลุ่มขนส่งสินค้าทางทะเล กลุ่มขนส่งสินค้าทางถนนระหว่างประเทศ กลุ่มขนส่งสินค้าทางรางระหว่างประเทศ และกลุ่มขนส่งเอกสารและพัสดุภัณฑ์ ซึ่งมีกฎหมายกำหนดระดับผู้ถือหุ้นต่างชาติไว้ชัดเจนนอกเหนือจากที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.ประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว

กลุ่มอื่นๆ ที่ไม่มีกฎหมายเฉพาะ เช่น กลุ่มบริการขนถ่ายสินค้าทางทะเล กลุ่มบริการเก็บรักษาสินค้าและคลังสินค้า กลุ่มบริการตัวแทนขนส่งสินค้าและตัวแทนออกของรับอนุญาต กลุ่มบริการตรวจสอบสินค้าและกลุ่มบริการบรรจุหีบห่อ ควรได้รับการดูแลและพัฒนา ส่วนหนึ่งเพื่อความอยู่รอดและความก้าวหน้าของผู้ประกอบการไทย และอีกส่วนหนึ่งเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของไทย ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการส่งออกและผู้บริโภคภายในประเทศด้วย

ภาครัฐควรผลักดันพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ ได้แก่ โครงข่ายเส้นทางการคมนาคม สถานีขนส่งสินค้า คลังสินค้า ศูนย์กระจายสินค้าและศูนย์กลางการเชื่อมโยงการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ พัฒนาเครือข่าย/ระบบสารสนเทศ โดยเน้นความสะดวกในการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างภาครัฐและเอกชน

นอกจากนั้นจะต้องรีบผลักดันมาตรการส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจให้บริการด้านโลจิสติกส์อย่างเป็นรูปธรรม สนับสนุนผู้ประกอบการธุรกิจ SMEs พัฒนามาตรฐานการให้บริการ การส่งเสริมด้วยมาตรการด้านการเงิน ส่งเสริมและพัฒนาองค์ความรู้ ส่งเสริมการรวมกลุ่ม (Cluster)

หากสามารถเตรียมการได้ในด้านต่างๆ ที่กล่าวมาก็เชื่อได้ว่าไทยเราน่าจะตักตวงผลประโยชน์จากการเปิดเสรีนี้ได้

ข่าวล่าสุด

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค