posttoday
ขออย่าให้เกิดกับประเทศไทยเลย

ขออย่าให้เกิดกับประเทศไทยเลย

24 มกราคม 2554

 

วันก่อนผมได้อ่านบทความ “ญี่ปุ่น สังคมที่กลืนกินตัวเอง” ในมติชน ออนไลน์ อ่านจบแล้วก็รู้สึกถึงความน่ากลัวของสิ่งที่ญี่ปุ่นประสบอยู่จากผลกระทบของลัทธิทุนนิยม จึงอยากขอสรุปเนื้อหาบางส่วนมาเพื่อท่านผู้อ่านได้ลองพิจารณาดูว่า โอกาสที่จะเกิดกับประเทศไทยมีหรือไม่ และพวกเราในฐานะคนไทยจะช่วยกันป้องกันได้อย่างไร แม้ว่าผลกระทบดังกล่าวอาจไม่ได้เกิดในยุคของเรา แต่ในยุคของลูกหลานเราล่ะ ใครจะรับประกันได้ว่าจะไม่เกิด ดังนั้นหากเป็นไปได้เราควรช่วยกันป้องกันจะดีกว่า

ญี่ปุ่น คือ ตัวอย่างของประเทศหนึ่งที่ประสบความสำเร็จทางเศรษฐกิจอย่างสูง จนเป็นโมเดลให้หลายๆ ประเทศดำเนินนโยบายตาม อย่างเช่น ในทศวรรษ 1980 ญี่ปุ่นเป็นชาติแรกจากเอเชียที่มีศักยภาพท้าทายการครอบงำทั้งโลกที่อยู่ในกำมือของชาติตะวันตกมายาวนาน และปี 1991 นักเศรษฐศาสตร์หลายคนคาดการณ์ว่า ภายในปี 2010 ญี่ปุ่นจะเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลกแทนที่สหรัฐอเมริกา

แต่ในความเป็นจริงญี่ปุ่นในปีนี้ มีขนาดเศรษฐกิจใกล้เคียงอย่างยิ่งกับเมื่อ 10 หรือ 20 ปีก่อนเท่านั้น ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของญี่ปุ่นในปี 2010 มีมูลค่า ณ อัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบันอยู่ที่ 5.7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ในขณะที่จีดีพีของสหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวในช่วงเวลาเดียวกันเป็น 14.7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ตลาดหุ้นตอนนี้มีมูลค่ารวมเหลือเพียงแค่ 1 ใน 4 ของที่เคยมีเมื่อปี 1989 และเดือน ส.ค.ปีนี้ ญี่ปุ่นถูกจีนแซงหน้าขึ้นเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลกเป็นอันดับ 2 แทนเรียบร้อยแล้ว และแม้รัฐบาลญี่ปุ่นจะกำหนดอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงแทบเป็น 0 เปอร์เซ็นต์มานานปีดีดัก ผลลัพธ์ที่ได้คือ ญี่ปุ่นกลายเป็นประเทศที่มีหนี้ภาครัฐสูงที่สุดในโลกสูงถึง 200 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี!

ระดับ “คนยากจน” เพิ่มขึ้นตามอัตราการว่างงาน เช่นเดียวกับอัตราการฆ่าตัวตาย โดยเฉลี่ยแล้วมีผู้กระทำอัตวินิบาตกรรมในญี่ปุ่นมากกว่า 3 หมื่นคนต่อปี มากถึงขนาดตามเส้นทางรถไฟในกรุงโตเกียวจำเป็นต้องติดไฟสีน้ำเงินนวลตาเอาไว้เรียงรายตลอดแนวราง โดยหวังว่ามันจะช่วยปลอบประโลม หรือเปลี่ยนการตัดสินใจใครก็ตามที่มาที่นี่เพื่อปลิดชีวิตตัวเอง

ราคาอสังหาริมทรัพย์ซึ่งเคยเบ่งบานสุดขีด ชนิดที่มีการตีมูลค่าพระราชวังอิมพีเรียลไว้สูงถึงขนาดซื้อรัฐแคลิฟอร์เนียได้ทั้งรัฐ ปัจจุบันเหลือเพียง 25 เปอร์เซ็นต์ของระดับราคาที่เคยทะยานขึ้นไปสูงสุดเมื่อปี 1974 และในความเป็นจริงราคาอสังหาริมทรัพย์ไม่เคยขยับขึ้นอีกเลยนับตั้งแต่ปี 1983 เป็นต้นมา

การเมืองของญี่ปุ่นในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมาก็ตกอยู่ในสภาวะ “อัมพาต” โดยในห้วงเวลาดังกล่าวนี้ ญี่ปุ่นมีนายกรัฐมนตรีรวมทั้งสิ้น 14 คน ไม่มีผู้ใดสามารถแม้เพียงแค่ “จุดประกาย” ให้ความหวังและแรงบันดาลใจกับสังคมญี่ปุ่นได้

ด้านสังคม ญี่ปุ่นกลายเป็นประเทศที่มีประชากรสูงอายุมากที่สุดในโลก และที่น่าตกใจ ก็คือ รัฐบาลญี่ปุ่นพบว่า มีผู้ที่สูงวัยเกิน 100 ปี มากกว่า 2.34 แสนคนที่อยู่ในทะเบียนผู้สูงวัยพิเศษที่ควรได้รับเงินสนับสนุนพิเศษจากรัฐ ไม่มีตัวตนอยู่จริง หากไม่พบเป็นศพ ก็พบว่าหายตัวไปและควรถูกระบุว่า เสียชีวิตแล้ว เมื่อเนิ่นนานมาแล้ว

เหตุผลที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ที่ทำให้คนตายกลายเป็น “แหล่งรายได้” ของคนเป็น ก็คือ

๐ “ไม่รู้” เพราะพวกเขาอยู่ห่างกันไกลเกินไปจากความจำเป็นในการทำมาหาเลี้ยงชีพ จนจำเป็นต้องทิ้งผู้เฒ่าผู้แก่ไว้เพียงลำพังในอีกเมืองหนึ่ง อีกอำเภอหนึ่ง

๐ “หายไป” มีบ้างที่ไร้ร่องรอยให้เสาะหา มีบ้างที่ลูกๆ หลานๆ ไม่ต้องการเสาะหา

๐ แต่เหตุผลประการสำคัญที่ทำให้พวกเขาทั้งหมดไม่รายงานการหายตัวไป หรือการเสียชีวิตของผู้เฒ่าในครอบครัวก็คือ “เงิน” เงินเพียงไม่กี่พันบาท ที่มีความหมายอย่างยิ่งต่อคน เป็นมากกว่าจะคำนึงถึงประเพณีและวัฒนธรรมความเหนียวแน่นในครอบครัว และการเคารพผู้อาวุโสอีกต่อไปแล้ว พวกเขาคิดแต่เพียงว่าทำอย่างไรเงินบำเหน็จบำนาญของตัวเอง หรือของผู้เป็นพ่อแม่ ที่ได้รับในแต่ละเดือนจึงจะสามารถยังชีพต่อไปได้

ปรากฏการณ์ดังกล่าว เรียกว่า “เจแปนิฟิเคชัน Japanification” คือ การตกลึกลงไปใน “กับดักภาวะเงินฝืด” ที่เกิดขึ้นเมื่ออุปสงค์ (Demand) ล่มสลายจากการที่ผู้บริโภคปฏิเสธที่จะใช้จ่าย ส่งผลต่อไปยังบริษัทธุรกิจที่ขยาดกับการลงทุน ยิ่งไม่มีการจับจ่าย ก็ยิ่งกดดันให้ราคาข้าวของลดลงมากขึ้น งานก็หายไปมากขึ้น เงินในกระเป๋าผู้บริโภคยิ่งลดลงและยิ่งมัธยัสถ์มากยิ่งขึ้น ก็ยิ่งทำให้ธุรกิจยิ่งตัดทอนรายจ่ายมากยิ่งขึ้น ชะลอแผนขยายตัวออกไปอีกเรื่อยๆ และดูเหมือนไม่มีที่สิ้นสุด กลายเป็นวัฏจักรของความเลวร้ายที่อยู่ได้ด้วยตัวเองและกลืนกินตัวเองไปเรื่อยๆ

อ่านเรื่องนี้จบแล้ว ก็คงเป็นอุทาหรณ์สำหรับพวกเราได้นะครับว่า “อะไรก็เกิดขึ้นได้เสมอ” อย่างเช่น ญี่ปุ่นสามารถเติบโตได้อย่างน่าอัศจรรย์จากประเทศผู้แพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 มาเป็นประเทศที่มีการเจริญเติบโตสูงสุดในระดับโลกทั้งด้านเศรษฐกิจและเทคโนโลยี และในปัจจุบันกลับมาเป็นประเทศที่มีปัญหาอย่างมากมาย เมื่อหันกลับมามองเมืองไทย ในภาวะที่สังคมยังมีความเหลื่อมล้ำสูง ปัญหาการคอร์รัปชัน ปัญหายาเสพติด หากเราไม่ปรับปรุงแก้ไขตัวเอง ใครจะรู้ว่าอนาคตอาจมีปรากฏการณ์ Thailandifi cation ก็ได้ ผมก็ขอภาวนาว่า “ขออย่าให้เกิดกับประเทศไทยเลย”

หากมีข้อสงสัย หรือ สนใจการวางแผนการเงิน สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่สายธุรกิจเงินฝากและการตลาด ธนาคารเกียรตินาคิน โทร. 026803333 หรือ [email protected] ตลอดจนดูบทความต่างๆ ได้ที่ www.kiatnakin.co.th

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน