posttoday
โขกดอกเบี้ย-ขูดค่าต๋ง แบงก์กำไรหรูแสนล้าน

โขกดอกเบี้ย-ขูดค่าต๋ง แบงก์กำไรหรูแสนล้าน

24 มกราคม 2554

...ดำรงเกียรติ มาลา

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาธนาคารพาณิชย์ได้ทยอยรายงานผลประกอบการในปี 2553 ไปยังตลาดหลักทรัพย์

จากข้อมูลพบว่า ธุรกิจธนาคารพาณิชย์มีผลกำไรสุทธิทั้งระบบรวมที่ 1.15 แสนล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 29.3% จากปี 2552

เป็นผลมาจาก 2 ปัจจัยหลัก คือ การเติบโตของสินเชื่อในภาคธุรกิจที่เพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยถึง 1112% และรายได้จากค่าธรรมเนียมที่เติบโตมากกว่า 10%

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ คือ การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) อีก 0.75% ซึ่งเปรียบเสมือนการส่งสัญญาณให้ธนาคารพาณิชย์ขยับอัตราดอกเบี้ยตาม

เพราะทุกครั้งที่มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยธนาคารจะได้กำไรจากช่องว่างของอัตราดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้ เนื่องจากเงินฝากประจำมีการกำหนดระยะเวลาที่ชัดเจน ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนของธนาคาร ขณะที่ดอกเบี้ยเงินกู้ส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปแบบดอกเบี้ยลอยตัวที่จะมีการปรับขึ้นทันที

โดยในปีที่ผ่านมาธนาคารที่มีผลกำไรสูงสุด ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ มีกำไรสุทธิ 24,808 ล้านบาท

อันดับ 2 ธนาคารไทยพาณิชย์ มีกำไรสุทธิ 24,205 ล้านบาท และอันดับ 3 ธนาคารกสิกรไทย มีกำไรสุทธิ 20,046 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ธนาคารที่มีการเติบโตทางผลกำไรที่ดีที่สุด ได้แก่ ธนาคารทหารไทย ที่มีผลกำไรเติบโตขึ้น 64.62% เป็น 3,202 ล้านบาท จาก 1,945 ล้านบาท ในปี 2552

อันดับ 2 เป็นธนาคารทิสโก้ ไฟแนนเชียล กรุ๊ป ที่มีผลกำไรเติบโตขึ้น 45.26% เป็น 2,888 ล้านบาท

ธัญญลักษณ์ วัชระชัยสุรพล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยว่า ผลกำไรโดยรวมของธนาคารพาณิชย์ไทยในปีที่ผ่านมาอยู่ในเกณฑ์ที่ค่อนข้างสูง ซึ่งเป็นผลมาจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) โดยเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้น สินเชื่อโดยรวมที่เติบโตได้ดีเกินความคาดหมายและเอ็นพีแอลหรืออัตราหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ที่ลดลงจากการขายหนี้ออกของบางธนาคาร ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงคุณภาพของสินเชื่อโดยรวมดีขึ้น

“ผลประกอบการที่ออกมาค่อนข้างสอดคล้องกับภาพของเศรษฐกิจโดยรวม โดยธุรกิจธนาคารมีการบริหารสภาพคล่องได้ดี โดยมีรายได้จากอัตราดอกเบี้ย เช่น การปล่อยสินเชื่อในกลุ่มลูกค้าธุรกิจเอสเอ็มอีและลูกค้ารายย่อย ซึ่งเป็นกลุ่มที่ให้ผลตอบแทนสูง ที่เติบโตเกินเป้า ขณะที่รายได้ที่ไม่ใช่อัตราดอกเบี้ย เช่น ค่าธรรมเนียมก็เติบโตได้ดีเช่นกัน ผ่านการขายประกันในกลุ่มแบงก์แอสชัวรันส์ บริการบัตรเครดิตและบริการชำระเงิน” ธัญญลักษณ์ กล่าว

จากข้อมูลพบว่า ในปี 2553 ธนาคารพาณิชย์มีรายได้จากค่าธรรมเนียมโดยเฉลี่ยเพิ่มขึ้นมากกว่า 10% โดยธนาคารกรุงเทพมีรายได้จากค่าธรรมเนียมที่ 22,028 ล้านบาท ธนาคารกสิกรไทยมีรายได้จากค่าธรรมเนียมที่ 22,821 ล้านบาท ธนาคารไทยพาณิชย์มีรายได้จากค่าธรรมเนียมที่ 22,585 ล้านบาท และธนาคารกรุงไทยมีรายได้จากค่าธรรมเนียมที่ 11,683 ล้านบาท

จะเห็นได้ว่าในปัจจุบันค่าธรรมเนียมเป็นแหล่งรายได้สำคัญของธุรกิจธนาคาร ดังนั้นจึงน่าจับตามองว่าในปีนี้ซึ่งจะมีการปรับลดค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมผ่านบัตรเอทีเอ็ม จะกระทบกับรายได้และผลกำไรของธนาคารมากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะธนาคารขนาดใหญ่ที่มีสัดส่วนรายได้จากการเก็บค่าธรรมเนียมค่อนข้างสูง

นักวิเคราะห์รายหนึ่งคาดว่าผลกำไรโดยรวมของธนาคารในปีนี้น่าจะเติบโตในอัตราที่ลดลง จากการสูญเสียรายได้ด้านค่าธรรมเนียม และต้นทุนด้านเงินฝากที่เพิ่มขึ้น จากทิศทางของอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในช่วงขาขึ้น

โดยคาดว่าธนาคารพาณิชย์จะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้ในระดับที่ต่ำกว่าอัตราอ้างอิง เพื่อรักษาระดับความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งจะส่งผลให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยแคบลง

นอกจากนี้ จากการที่ ธปท.มีแนวโน้มจะอนุมัติให้ธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อย 2 แห่ง สามารถยกระดับเป็นธนาคารพาณิชย์เต็มรูปแบบ จะยิ่งเพิ่มแรงกดดันให้มีการแข่งขันด้านราคาระหว่างธนาคารให้สูงขึ้น

“หากธนาคารแห่งประเทศไทยอนุมัติให้มีการยกระดับธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อย เชื่อว่า การแข่งขันด้านสินเชื่อบางกลุ่มจะเพิ่มสูงขึ้น เพราะธนาคารเฉพาะกิจขนาดเล็กกลุ่มนี้จะมี ความชำนาญเฉพาะด้าน เช่น สินเชื่อที่อยู่อาศัย หรือสินเชื่อรายย่อย นอกจากนี้หากดูจากผลประกอบการในปีที่ผ่านมาจะเห็นว่าธนาคารขนาดกลางเองก็มีผลประกอบการและวางกลยุทธ์ทางการตลาดได้ดี เชื่อว่าปีนี้น่าจะมีการตัดราคากันมากขึ้น” นักวิเคราะห์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม ยังเชื่อว่าผลกำไรของธนาคารพาณิชย์ในปี 2554 จะยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่คาดว่าจะปรับขึ้นไปถึงระดับ 3% ซึ่ง กนง.ได้ส่งสัญญาณออกมาแล้วจากการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% เป็น 2.25% ในช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา

“ในปีนี้ธนาคารจะยังคงทำกำไรได้ดี แต่อาจลดลงบ้างจากปัจจัยที่กล่าวไปแล้วข้างต้น แม้ว่ารายได้จากค่าธรรมเนียมอาจจะลดลง แต่เชื่อว่าธุรกิจธนาคารจะมีการปรับตัวและปรับกลยุทธ์เพื่อหารายได้ทางอื่นเพื่อมาทดแทน หากไปเน้นที่การเติบโตของสินเชื่อ สิ่งที่ต้องระมัดระวังคือคุณภาพของสินเชื่อโดยรวม” นักวิเคราะห์ระบุ

หากดูจากผลกำไรที่สวยหรูของธนาคารพาณิชย์ไทยในปีที่ผ่านมา เชื่อแน่ว่าบรรดานายแบงก์ทั้งหลายคงจะกำลังนอนยิ้มจนแก้มปริวางกลยุทธ์เพื่อเพิ่มผลกำไรในปีนี้อยู่เป็นแน่

ว่าแต่ว่าคำมั่นสัญญาว่าจะปรับลดอัตราค่าธรรมเนียมที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเคาะให้เริ่มดำเนินการในไตรมาสแรกของปีนี้

ไฉนนายธนาคารทั้งหลายยังคงเงียบฉี่...รู้บ้างหรือเปล่าว่าประชาชนตาดำๆเขาเฝ้ารอพวกท่านกันอยู่ อันที่จริงในเมื่อผลกำไรออกมาดีขนาดนี้ หากจะใจดีลดให้มากกว่าเกณฑ์ของธปท.คงจะไม่มีใครคัดค้านกระมัง

รู้จักกันบ้างไหมคำว่าคืนกำไรให้สังคมน่ะ

ข่าวล่าสุด

รักชนกชี้ปมเงินบริจาคสุชาดา ไม่ควรนำไปสู่การยุบภูมิใจไทย

รักชนกชี้ปมเงินบริจาคสุชาดา ไม่ควรนำไปสู่การยุบภูมิใจไทย