
อยากผอมต้องลงทุน? ไขมันกระจาย แค่ จ่ายเงิน!!!
จริงๆ แล้วไม่อยากจะจะทำร้ายจิตใจใครในวันเสาร์สบายๆ ต้อนรับปีใหม่ 2553 แบบนี้ เพราะหลายคนคงกำลังมีความสุขกับการเฉลิมฉลอง โดยลืมเรื่อง “น้ำหนัก”....
จริงๆ แล้วไม่อยากจะจะทำร้ายจิตใจใครในวันเสาร์สบายๆ ต้อนรับปีใหม่ 2553 แบบนี้ เพราะหลายคนคงกำลังมีความสุขกับการเฉลิมฉลอง โดยลืมเรื่อง “น้ำหนัก”....
โดย...สวลี ตันกุลรัตน์ [email protected]
จริงๆ แล้วไม่อยากจะจะทำร้ายจิตใจใครในวันเสาร์สบายๆ ต้อนรับปีใหม่ 2553 แบบนี้ เพราะหลายคนคงกำลังมีความสุขกับการเฉลิมฉลอง โดยลืมเรื่อง “น้ำหนัก” ที่จะตามมาหลังจากนี้ไปหมดแล้ว
แต่เป็นเพราะตั้งใจกับตัวเองเอาไว้แล้วว่า ปีใหม่นี้ต้องมีอะไรใหม่ๆ ให้กับตัวเองบ้าง และสิ่งใหม่ๆ ที่ว่า คือ “รูปร่างใหม่” ที่ไม่ต้องผอมเพรียวเป็นนางแบบ แค่ลดตรงนั้นนิด ตรงนี้หน่อย ไม่มากไม่มาย รวมๆ แล้วก็แค่ 10 กิโลกรัม เท่านั้นเอง (เฮ้อ!)
พอความตั้งใจนี้ดังไปถึงหู “สาวผอมแล้ว” คนหนึ่งเข้า เธอไม่รอช้ารีบมานำเสนอวิธีโบกมือลาไขมันด้วยการ “ฉีดคาร์บ็อกซี่”สลายไขมันที่กำลังได้รับความนิยม แต่เห็นทีจะไม่สู้ เพราะลดน้ำหนักคราวนี้ต้องเป็นแบบสบายๆ ไม่อันตราย ไม่เจ็บตัว และอยู่ในงบประมาณที่ “พอรับได้”
เมื่อได้ข้อสรุปแบบนี้แล้ว ชื่อของสารพัด “ศูนย์บริการดูแลรูปร่างและควบคุมน้ำหนัก” ก็วิ่งเข้ามาเป็นทิวแถว เพราะต่างโฆษณาว่า ลดน้ำหนักได้ง่ายๆ สบายๆ ภายในเวลาไม่นาน
หลังจากหาข้อมูลทั้งจากเพื่อนๆ ที่เคยใช้บริการ และ ข้อมูลที่พรั่งพรูอยู่ในอินเตอร์เน็ต ก็มีทั้งคนที่ไปใช้บริการแล้วติดอกติดใจ ได้ผลยอดเยี่ยมลดน้ำหนักได้อย่างที่ตั้งใจในเวลาที่ต้องการ และมีทั้งคนที่เจอกับประสบการณ์แย่ๆ นอกจากจะเสียเงินจำนวนมากแล้วน้ำหนักยังไม่ลดลงอีกต่างหาก
ดูไปดูมาเลยเลือกมา 3 แห่ง พร้อมกับทำใจกล้าเดินเข้าไป “ขอคำปรึกษา” พร้อมกับสำรวจราคา แล้วคิดเอาเองในใจว่า “มันจะแพงสักแค่ไหนกันเชียวกับแค่การลดน้ำหนัก 10 กิโลกรัม”
มารี ฟรานซ์
หลังจากเดินวนเวียนผ่านหน้าร้านไปมาสักสองรอบ ก็ตัดใจโผล่หน้าอวบๆ เข้าไปในร้าน พูดแบบเหนียมๆ กับพนักงานหน้าร้านว่า “มาขอคำปรึกษาเรื่องลดน้ำหนักค่ะ” จากนั้นก็ถูกเชิญเข้าไปนั่งคุยกับพนักงานขาย และคำถามแรกๆ ที่ถูกถามก็คือ “แต่งงานแล้วหรือยังคะ”
อ้าวเฮ้ย! การแต่งงานมันเกี่ยวกับการลดน้ำหนักตรงไหนเนี่ย แล้วเธอก็เฉลยสาเหตุที่ต้องถามคำถามแสลงใจแบบนี้ก็เพราะว่า “การลดน้ำหนักหลังคลอดกับลดน้ำหนักทั่วไปจะไม่เหมือนกันค่ะ” สงสัยหุ่นเราจะเหมือน “คุณแม่หลังคลอด”
พอรู้ว่า ยังไม่ได้แต่งงาน เธอก็เปลี่ยนคำถามใหม่เป็น “มีแผนจะแต่งงานหรือเปล่าคะ” เจอคำถามนี้เข้าไป “คนข้างๆ” รีบส่ายหน้าแบบไม่ต้องให้ถามซ้ำสอง (แปลว่า แผนการลดน้ำหนักคราวนี้ไม่ต้องรีบ)
หลังจากซักประวัติกันจนพอใจแล้ว พนักงานขายก็เริ่มเข้าประเด็นชี้แจงกระบวนการและวิธีการที่เป็นสูตรลับเฉพาะ พร้อมกับบอกอัตราค่าบริการ
“วิธีการของที่มารี ฟรานซ์ จะเป็นการนวด การแร้บ เพราะนอกจากจะได้เรื่องสัดส่วนแล้ว ยังได้เรื่องของผิวด้วย เพราะคนที่มีปัญหาเรื่องน้ำหนัก ตัวจะมีเซลลูไลท์ ผิวจะเป็นเปลือกส้ม การสะสมเฉพาะส่วน
สำหรับตัวทรีทเมนท์ที่แนะนำจะเป็นการนวดผสมกับการใช้ตัวเครื่องควบคู่กันไป เดี๋ยวจะอธิบายและเปรียบเทียบคอร์สเล็กกับคอร์สใหญ่ให้ฟัง แล้วคอยมาดูว่า อันไหนคุ้มกว่ากัน”
“คอร์สเล็ก” ที่เธอนำเสนอประกอบด้วย นวดด้วยมือ-มาร์กน้ำนม-ผ้าห่มร้อน (ELTT) พันเย็น (FMS) แถมสปามือ อย่างละ 10 ครั้ง รวมเป็นเงิน 10,000 บาท และถ้าเข้ามารับบริการสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง จะใช้เวลาประมาณ 1 เดือน และน่าจะช่วยลดน้ำหนักได้ประมาณ 2-3 กิโลกรัม
และที่เธอบอกว่าเป็นหมัดเด็ดของที่นี่ คือ การใช้ความเย็นสยบไขมัน เพราะเธออ้างว่า ความเย็นจะทำให้ร่างกายดึงไขมันที่สะสมอยู่ออกมาใช้
“แต่ตอนนี้คอร์สที่คุ้มมากที่สุดจะเป็นคอร์สใหญ่ ซึ่งตัวทรีทเมนท์จะเยอะมาก 150 ทรีทเมนท์ ราคา 100,000 บาท แต่ถ้ามันเยอะไป อยากให้เบาลงมาหน่อยก็ลดลงมาครึ่งหนึ่ง เหลือ 75 ทรีทเมนท์ ราคา 50,000 บาท คอร์สที่แนะนำจะเป็นคอร์สนี้มากกว่า เพราะคอร์สเล็กอาจจะยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลง”
คอร์สขนาดกลาง ที่เธอแนะนำจะมีตั้งแต่ เครื่องกระชับ (BLT) นวดด้วยมือ-มาร์กสาหร่าย-ผ้าห่มร้อน (RBT) พันเย็น (FMS) อย่างละ 25 ครั้ง นวดเผาผลาญไขมันด้วยเครื่อง (เลือกระหว่าง CLS หรือ REP) 25 ครั้ง และสุดท้าย นวดระบบสุญญากาศ (BRT) ลดไขมันและเซลลูไลท์ อีก 25 ครั้ง
และมีความเป็นไปได้มากเลยทีเดียวที่การลงทุนซื้อคอร์สขนาดกลางราคา 50,000 บาท โดยใช้ระยะเวลาประมาณ 4 เดือน (สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง) น่าจะสามารถลดน้ำหนักได้ประมาณ 10 กิโลกรัม
บอดี้ เชฟ
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายที่ไม่สามารถบ่งบอกได้ถึงความ “มีฐานะ” ที่ดีพอ หรือ เป็นเพราะพนักงานขายของบอดี้เชฟคงจะประเมินด้วยสายตาแล้วเชื่อว่า “ยัยนี่หมดหวังเสียแล้ว” เลยทำให้วิธีการต้อนรับและน้ำเสียงของเธอดูเหมือนไม่ค่อยใส่ใจสักเท่าไร แต่ก็ไม่ได้ไร้เยื่อใยเสียทีเดียว
หลังจากขึ้นเครื่องตรวจสอบความอวบอิ่มของร่างกายแล้ว เจ้าหน้าที่อ่านตัวเลขที่ประมวลผลออกมาแล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่ทำให้รู้สึกว่า ต้องรีบเริ่มต้นการลดน้ำหนักโดยด่วนที่สุด เพราะเธอบอกว่า “คุณเข้าขั้นอ้วนมากแล้วนะคะ น้ำหนักเกินค่ามาตรฐานอยู่ 16.4 กิโลกรัม ซึ่งทั้งหมดเป็นไขมันส่วนเกิน”
เพราะฉะนั้นอย่ารอช้า รีบแจ้งความประสงค์ให้เธอรู้ว่า อยากจะลดน้ำหนักประมาณ 10 กิโลกรัม ต้องทำอะไรบ้าง และเธอก็ไม่รอช้าเช่นกัน รีบพรั่งพรูโปรแกรมต้องเข้ารับบริการทั้งหมด 7 รายการ รวม 125 ครั้ง ใช้เวลาประมาณ 3 เดือน เพราะแต่ละครั้งที่มารับบริการต้องมีเวลา 2-3 ชั่วโมง สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง
ด้วยเหตุผลที่ว่า “เพราะคุณน้ำหนักเกินค่อนข้างจะเยอะ เพราะฉะนั้นโปรแกรมที่จะใช้ก็ต้องเยอะตามไปด้วย เพื่อให้ได้ผลที่น่าพอใจ”
“โปรแกรมที่คุณต้องใช้นะคะ จะเป็นการดีท็อกซ์ (GL) 10 ครั้ง แรกๆ ให้เน้นทำอันนี้ก่อน จะได้เตรียมความพร้อมร่างกาย ระบบขับถ่าย การไหลเวียนเลือดและน้ำเหลือง การนวด (G5) 20 ครั้ง ควบคู่ไปกับผ้าห่ม (IBS) 20 ครั้ง
คอร์สลดเฉพาะสัดส่วน 2 โปรแกรม (พุงทลาย และ Isotonic-N) อย่างละ 50 ครั้ง เป็นการจัดสัดส่วนเฉพาะจุดและบริหารมัดกล้ามเนื้อ มาร์ก (STM) อีก 20 ครั้ง และ UCW (ทรีทเมนท์จัดระเบียบไขมัน) อีก 5 ครั้ง”
นอกจากนี้ ระหว่างที่เธอนำเสนอโปรแกรม เธอจะพยายามย้ำแล้วย้ำอีกว่า นี่เป็นแค่รายการเบื้องต้นเท่านั้น เพราะ “ในอนาคตอาจจะต้องซื้อคอร์สอื่นๆ เพิ่มอีก เพื่อให้น้ำหนักลดลงไปอีก หรือ ต้องการลดเฉพาะสัดส่วน เช่น หน้าท้อง ต้นขา เพิ่มเติม แต่ก็ขึ้นอยู่กับความพอใจของลูกค้า”
และช่างเป็นเรื่องบังเอิญมากๆ เพราะวันที่เข้าไปขอรับคำปรึกษาเป็นช่วงโปรโมชันพิเศษสุดๆ ลดราคาเหลือทรีทเมนท์ละ 999 บาท เท่ากับว่า ทั้ง 125 ครั้ง จะมีค่าใช้จ่าย 124,875 บาท หรือ ประหยัดไปเกือบครึ่งหนึ่งของราคาปกติที่ 248,000 บาท (จริงๆ แล้วพนักงานขายบอกว่า ราคา 2 แสนนิดๆ นี่เป็นราคาที่คิดส่วนลดสูงสุดที่ 80% ให้แล้วนะคะ)
เธอยังเร่งรัดการตัดสินขึ้นมาอีกนิดว่า ปีหน้า (นั่นก็คือปีนี้ ปีดี ปีเสือ 2553 นี่เอง) จะปรับราคาเพิ่มขึ้นอีก
บอดี้ สลิม
ในที่สุดก็มาถึงร้านสุดท้ายตามที่ตั้งใจไว้ แต่ต้องบอกว่า เป็นร้านเดียวที่พนักงานขาย (ที่พูดไม่หยุด ไม่รู้ว่าเธอเอาช่วงจังหวะไหนหายใจ) พยายามจะกดดันให้ตัดสินใจ “ซื้อเดี๋ยวนี้” เพื่อให้ได้ราคาที่ดีกว่า
สิ่งที่ทำให้ บอดี้ สลิม ต่างจากที่อื่น พนักงานขาย บอกว่า ที่นี่ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย ตั้งแต่การออกแบบรูปร่าง โดยใช้เครื่อง SLIM UP STATION มาออกแบบรูปร่างและโปรแกรมการลดน้ำหนักเฉพาะบุคคล
“เครื่องจะบอกว่า มีส่วนเกินตรงไหน ต้องลดตรงส่วนไหน ลดแล้วต้องกระชับสัดส่วนตรงไหน ต้องใช้โปรแกรมอะไร เครื่องจะเป็นตัวบอก ซึ่งต่างจากที่อื่นที่จะใช้ประสบการณ์ของผู้ให้บริการ” พนักงานขายอธิบายสรรพคุณ
เครื่องทรีทเมนท์ตัวแรก คือ SLIM UP MUST เป็นโปรแกรมสลายอณูไขมันและเพิ่มมวลกล้ามเนื้อ ที่พนักงานขายโฆษณาว่า เพียงแค่เวลา 30-50 นาที จะเหมือนการออกกำลังกาย 4-5 ชั่วโมง ทั้งลดและกระชับ
“พอไขมันแตกตัวแล้วไปไหน ต้องไปที่เครื่อง SLIM UP DRAIN ช่วยเรื่องการขับไขมันที่แตกตัวแล้วและของเสียออกสู่ระบบขับถ่าย ช่วยเรื่องเซลลูไลท์ ผิวเปลือกส้ม จะดีขึ้น นอกจากนี้ จะมีผลพลอยได้จากการเข้าโปรแกรมช่วยปรับกระบวนการเผาผลาญอาหารให้ดีขึ้น
ตัวที่สามค่ะ คือ SLIM UP STEAM ใช้อินฟราเรดสลายไขมัน มีละอองไอน้ำเปิดรูขุมขน เป็นการช่วยดีท็อกซ์ในรูปแบบของเหงื่อ เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะนำไขมันออกจากร่างกาย และผลพลอยได้อีกแล้วค่ะ ผิวพรรณจะดีขึ้น”
แม้ว่า พนักงานขาย จะไม่ให้คำนึงถึงน้ำหนักที่จะลดลงมากไปกว่ารูปร่างฟิตแอนด์เฟิร์ม แต่เธอประเมินให้ฟังว่า การเข้ามารับบริการ 30 ครั้ง ที่ใช้เวลาไม่เกิน 3 เดือน โดยการมารับบริการสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง ครั้งละประมาณ 1 ชั่วโมง ควบคู่ไปกับควบคุมอาหาร น่าจะสามารถลดน้ำหนักไปได้ประมาณ 10 กิโลกรัม
“ลูกค้าเก่าบางคน ใช้บริการ 30 ทรีทเมนท์ สามารถลดน้ำหนักได้ตั้งแต่ 5 กิโลกรัม ไปจนถึงมากกว่า 10 กิโลกรัม”
เหมือนโชคเข้าข้าง (อีกแล้ว) เพราะเข้าไปในช่วงที่เขากำลังจัดรายการ “คืนกำไร” ให้ลูกค้า ทำให้ได้โปรโมชันพิเศษ บวกกับความใจดีของพนักงานขาย ซึ่งเธอเสนอราคาสุดท้ายให้ที่ 50,000 บาท ได้รับทรีทเมนท์ 35 ครั้ง จากราคาปกติ 30,000 บาท สำหรับทรีทเมนท์ 5 ครั้ง ถ้าตัดสินใจซื้อทันที แต่ถ้าคิดช้าเดินออกจากร้านไปกลับมาใหม่ก็จะไม่ได้ราคาเดิมแล้ว
ถอย... ดีกว่า
แม้จะทำใจดียิ้มสู้คนขายฟังการนำเสนอตั้งแต่ต้นจนจบ แต่ขอสารภาพพอเห็นราคาก็อยากจะเผ่นออกจากร้านแทบไม่ทัน เพราะนับนิ้วไปมาพอจะสรุปได้ว่า ต้องใช้เงินรีดไขมันในราคากิโลกรัมละ 5,000-20,000 บาท
นอกจากนี้ ถ้านำหลักการและวิธีการลดน้ำหนักของแต่ละค่ายมาประเมินดูแล้วจะเห็นว่า มีหลักการคล้ายๆ กัน คือ เริ่มจากสลายไขมัน ขับของเสีย และกระชับกล้ามเนื้อ โดยต้องทำอย่างสม่ำเสมอสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง ซึ่งแต่ละครั้งต้องใช้เวลาตั้งแต่ 1 ชั่วโมง ไปจนถึง 4 ชั่วโมง ด้วยจำนวนครั้งที่มากพอ เพราะถ้าไปทำแค่ไม่กี่ครั้งก็ยังไม่เห็นผล
ขณะเดียวกัน ต้องควบคุมอาหาร ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหาร ตามคำแนะนำของนักโภชนาการ และระยะเวลาที่แต่ละโปรแกรมจะส่งผลยังต้องขึ้นอยู่กับกระบวนการเผาผลาญอาหารของแต่ละคนอีกด้วย ทั้งยังไม่มีใครสามารถรับประกันได้ว่า “จะไม่กลับมาอ้วนอีก”
เหมือนที่ พนักงานขายของบอดี้เชฟบอกว่า “ถ้าทำโปรแกรมร่วมกับการควบคุมอาหาร น้ำหนักก็จะลดลงได้ดีมาก แต่ถ้ายังทานอาหารเหมือนเดิมอาจจะลดได้น้อยลง เพราะต้องขึ้นอยู่กับการควบคุมอาหารและการเผาผลาญของคุณด้วย”
สรุปว่า ถ้าอยากลดน้ำหนักต้องให้เวลาสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง ครั้งละประมาณ 1 ชั่วโมง เพื่อความสม่ำเสมอ และต้องควบคุมอาหาร แล้วจะไปเสียเงินแพงๆ ทำไม เพราะแค่ใช้เวลาพอๆ กันในการออกกำลังกาย และควบคุมอาหาร ไขมันก็กระเจิดกระเจิงไปได้เหมือนกัน แล้วสิ้นปีมาดูกันว่า 10 กิโลกรัมจะหายไปได้ไหม
แล้วก็เปลี่ยนให้เงิน 50,000 บาท หรือ 125,000 บาท ไปเป็นเงินลงทุนที่มีโอกาสงอกเงย ไม่ว่าจะไปซื้อหุ้น ทองคำ พันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้ กองทุนรวมที่ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี หรือ จะไปซื้อประกันแบบสะสมทรัพย์ เพื่อให้ผอมเพรียว แข็งแรงและได้ผลตอบแทนจากการลงทุน







