posttoday
แบงก์สมใจอยาก ลดสมทบเงินฝาก

แบงก์สมใจอยาก ลดสมทบเงินฝาก

20 มกราคม 2554

โพสต์ทูเดย์ — ธนาคารพาณิชย์ได้ดั่งใจสถาบันคุ้มครองเงินฝาก แย้มไต๋เตรียมปรับลดเงินสมทบจาก 0.4% ลง หลังกองทุนชน 2 แสนล้าน

นายสิงหะ นิกรพันธ์ ผู้อำนวยการสถาบันคุ้มครองเงินฝาก เปิดเผยว่า จะมีการพิจารณาปรับลดอัตราเงินนำส่งเข้ากองทุนคุ้มครองเงินฝากของธนาคารพาณิชย์ ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 0.4% จากฐานเงินฝากของธนาคารลงภายในปี 2558 ซึ่งถึงตอนนี้คาดว่าจะมีเงินในกองทุนคุ้มครองเงินฝากร่วม 2 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 23% ของเงินฝากภายในประเทศทั้งระบบที่มีอยู่ 7 ล้านล้านบาท

“วงเงินในระดับ 2 แสนล้านบาทนั้นเชื่อว่าเพียงพอและสามารถคุ้มครองเงินฝากในวงเงิน 1 ล้านบาทต่อบัญชีได้ หากเกิดวิกฤตทางการเงินขึ้นมา” นายสิงหะ กล่าว

ดังนั้น ที่ผ่านมาธนาคารพาณิชย์ได้มีการเรียกร้องให้ปรับลดอัตราเงินนำส่งลงมา แต่ขณะนี้เรามีเงินอยู่ในกองทุนเพียง 5.2 หมื่นล้านบาท แม้ว่าจะรวมกับเงินนำส่งประจำปี 2553 อีก 1.3 หมื่นล้านบาท ก็ยังถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับจำนวนเงินฝากในระบบ ขณะที่เมื่อไปดูผลประกอบการของธนาคารก็จะเห็นว่ามีผลกำไรสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วนต่างดอกเบี้ยก็ดีขึ้น จึงจะยังไม่ลดในขณะนี้” นายสิงหะ กล่าว

สำหรับกรณีการปรับลดวงเงินคุ้มครองลงมาอยู่ที่ 50 ล้านบาทต่อบัญชีในปีนี้ และลดลงเหลือ 1 ล้านบาทต่อบัญชีในปี 2555 เชื่อว่าจะไม่ก่อให้เกิดการโยกย้ายเงินฝากในระบบมากนัก เนื่องจากผู้ฝากเงินที่มีเงินในบัญชีเกิน 1 ล้านบาท มีอยู่เพียง 1.5% ของผู้ฝากเงินทั้งหมด อาจจะมีการโยกย้ายเงินบ้างบางส่วน แต่คงไม่มาก เช่นเดียวกับการแห่ไปฝากเงินในธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ

ทั้งนี้ เพราะผู้ฝากต้องคำนึงถึงการขอสินเชื่อซึ่งธนาคารส่วนใหญ่จะผูกแพ็กเกจพวกแคช แมเนจเมนต์ หรือการขอวงเงินโอดีเอาไว้

นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง กล่าวว่า เงินสมทบตามกฎหมายที่มีอยู่ 5 หมื่นล้านบาท ถือว่ายังน้อยมากและน้อยเกินไปที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ฝากเงิน จากเป้าหมายระดับ 2 แสนล้านบาท ซึ่งสามารถสร้างความเชื่อมั่นของผู้ฝากเงินได้

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า การปรับลดวงเงินคุ้มครองเงินฝากจะไม่กระทบต่อลูกค้าและยอดเงินฝากของธนาคาร โดยคาดว่าคงมีการโยกย้ายเงินฝากไม่มาก เนื่องจากกลุ่มลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ

ด้านเรื่องอัตราเงินนำส่งในปัจจุบันซึ่งอยู่ที่ 0.4% นั้น เห็นว่าอยู่ในเกณฑ์ที่สูงเกินความจำเป็น เนื่องจากขณะนี้ธุรกิจธนาคารยังไม่มีความเสี่ยงสูงมากนัก ดังนั้นควรจะมีปรับลดลงและนำส่วนต่างไปเพิ่มเป็นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากให้กับผู้ฝากเงินแทนมากกว่า

“ผมยังมองไม่เห็นเหตุผลที่จะต้องเก็บสูงถึง 0.4% เพราะในต่างประเทศก็ไม่มีประเทศไหนเก็บสูงขนาดนี้ น่าจะนำเงินส่วนนี้ไปเพิ่มดอกเบี้ยมากกว่า” นายอภิศักดิ์ กล่าว

นายรุ่งเรือง สุขเกิดกิจพิบูลย์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า การปรับลดวงเงินคุ้มครองเงินฝาก จะส่งผลให้ผู้ฝากเงินหันไปใช้บริการสถาบันการเงินที่มีความมั่นคงและหันไปลงทุนในผลิตภัณฑ์อื่น เช่น กองทุนต่างๆ มากขึ้น

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน