posttoday
เอกชนหวั่นผลกระทบศูนย์กระจายสินค้าจีน

เอกชนหวั่นผลกระทบศูนย์กระจายสินค้าจีน

19 มกราคม 2554

เอกชนหวั่นศูนย์กระจายสินค้าจีนกระทบอุตสาหกรรม โดยเฉพาะเสื้อผ้า รองเท้า แข่งกับจีนไม่ได้ รวมถึงการค้าปลีก-ค้าส่งของไทยถูกสินค้าจีนแย่งตลาดทั้งในและต่างประเทศ

เอกชนหวั่นศูนย์กระจายสินค้าจีนกระทบอุตสาหกรรม โดยเฉพาะเสื้อผ้า รองเท้า แข่งกับจีนไม่ได้ รวมถึงการค้าปลีก-ค้าส่งของไทยถูกสินค้าจีนแย่งตลาดทั้งในและต่างประเทศ

นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า การเข้ามาสร้างศูนย์การค้าส่ง และกระจายสินค้าครบวงจรของจีนในไทย จะส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมและภาคค้าส่ง-ค้าปลีกของไทย ซึ่งจะถูกสินค้าจีนแย่งตลาดทั้งในประเทศ และตลาดประเทศเพื่อนบ้านไปได้ โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าที่ไทยแข่งขันกับจีนไม่ได้ เช่น กลุ่มเครื่องนุ่งห่ม รองเท้า

ทั้งนี้ ผลกระทบดังกล่าวจะกระทบต่ออุตสาหกรรมและร้านค้าปลีกประเภทธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี)  มากที่สุด เนื่องจากมีต้นทุนสูง จะไม่สามารถแข่งขันกับสินค้าของประเทศจีนได้

รองลงมาจะกระทบต่ออุตสาหกรรมรายคลัสเตอร์โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ผลิตสินค้าราคาถูก และอุตสาหกรรมที่ต้องใช้แรงงานและไม่ใช้เทคโนโลยีมาก เช่น เสื้อผ้า เครื่องหนัง กระเป๋า และรองเท้า เพราะสินค้าจากจีนมีการออกแบบที่ทันสมัย และราคาถูก ซึ่งสินค้าดังกล่าวไม่ใช่สินค้าก็อบปี้ แต่เป็นสินค้าที่เป็นแบรนด์จีนเอง โดยในปัจจุบันสินค้ารองเท้ากีฬา และรองเท้าแฟชั่น เข้ามาแย่งตลาดไทยได้แล้วมากกว่า 60-70% แต่สำหรับสินค้าประเภทอาหารและเครื่องใช้ไฟฟ้าอาจเข้ามาตีตลาดไทยได้ยาก เนื่องจากสินค้าจีนมีปัญหาในเชิงคุณภาพ

นอกจากนี้ จะส่งผลกระทบต่อห้างสรรพสินค้า และร้านค้าปลีกของไทย เพราะศูนย์แห่งนี้จะทำให้ผู้ซื้อส่วนหนึ่งหันไปซื้อสินค้าจากจีนแทน โดยเฉพาะตลาดที่เป็นยี่ปั๊ว และซาปั๊วที่มีการซื้อสินค้าไปขายต่อ

“การที่จีนเข้ามาลงทุน ประโยชน์ที่ไทยจะได้รับในภาพรวมก็มี เพราะจะมีเงินไหลเข้ามาจากการลงทุน เกิดการจ้างงาน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจโดยรวม และสร้างความตื่นตัวให้ไทยในเรื่องการเปิดเสรีทางการค้า (เอฟทีเอ) เพราะจีนหวังเข้ามาใช้สิทธิประโยชน์จากอาเซียนโดยตรง แต่ไทยจะโดนจีนแย่งส่วนแบ่งตลาดไปทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งถือเป็นเป้าหมายของจียอยู่แล้วที่ตั้งเป้าจะขยายตลาดสินค้าในไทย และขยายออกไปสู่ภูมิภาคโดยใช้ไทยเป็นฐานการขนส่งสินค้า” นายธนิต กล่าว

ดังนั้นรัฐบาลไทยรวมทั้งผู้ประกอบการ จำเป็นต้องเร่งปรับตัวเพื่อรองรับการเปิดเสรีอย่างแท้จริง เช่น ผู้ประกอบการจำเป็นต้องลดต้นทุน ผลิตสินค้าที่มีคุณภาพมาตรฐาน สร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จัก และอย่าผลิตสินค้าไปขายแข่งกับจีน

ขณะที่ภาครัฐอาจจะต้องช่วยกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โดยการสร้างศูนย์กระจายสินค้าสำหรับสินค้าไทยทั้งในประเทศและต่างประเทศ มุ่งเน้นให้ขายสินค้าของไทยเท่านั้นเหมือนที่จีนกำลังทำ เพื่อขยายตลาดให้กว้างขึ้น เพราะที่ผ่านมาแม้ไทยจะมีศูนย์กระจายสินค้าในต่างประเทศ แต่ภายในศูนย์ฯ จะมีสินค้าจากที่อื่นมาขายด้วย ไม่ใช้สินค้าจากไทยเพียงอย่างเดียว

รวมทั้งต้องมีการรณรงค์ให้คนไทยใช้สินค้าไทย เพราะสุดท้ายแล้วการตัดสินใจซื้อก็ขึ้นอยู่กับผู้บริโภคเองว่าจะซื้อของไทยหรือของจีน ส่วนการพัฒนามาตรฐานสินค้าก็ทำได้ แต่คงต้องคำนึงถึงศักยภาพของผู้ประกอบการไทยด้วย โดยพาะเอสเอ็มอีว่าสามารถผลิตสินค้าในระดับสูงได้หรือไม่

นอกจากนี้ รัฐบาลควรจะมีการตรวจสอบการนำเข้าที่ถูกต้องสำหรับสินค้าจีน ทั้งการใช้สิทธิเอฟทีเอ ภายใต้ ความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (ATIGA) การเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม การทำงานของแรงงานต่างด้าวจากจีน ซึ่งประเด็นเหล่านี้ก็เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยให้ธุรกิจไทยยังสามารถแข่งขันกับจีนได้ 

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน