
ชาวไร่อ้อยร้อง ปิดหีบเร็ว กระทบปริมาณน้ำตาล
ชาวไร่อ้อยร้องฤดูกาลผลิต 2552/2553 เปิดหีบเร็ว 10 วัน กระทบปริมาณน้ำตาลทรายที่จะผลิตได้น้อยลง สูญเสียมูลค่าทั้งระบบ 8,750 ล้านบาท และเร่งสอน.หามาตรการลงโทษผู้ส่งออกที่เปลี่ยนการใช้สิทธิโควตา ค มาเป็นโควตา ก หลังราคาตลาดโลกสูกว่าราคาในประเทศ
ชาวไร่อ้อยร้องฤดูกาลผลิต 2552/2553 เปิดหีบเร็ว 10 วัน กระทบปริมาณน้ำตาลทรายที่จะผลิตได้น้อยลง สูญเสียมูลค่าทั้งระบบ 8,750 ล้านบาท และเร่งสอน.หามาตรการลงโทษผู้ส่งออกที่เปลี่ยนการใช้สิทธิโควตา ค มาเป็นโควตา ก หลังราคาตลาดโลกสูกว่าราคาในประเทศ
นายนราธิป อนันตสุข หัวหน้าสำนักงานสมาคมกลุ่มชาวไร่อ้อยเขต 7 กล่าวว่า ฤดูการผลิตอ้อยปี 2552/2553 ที่จะปิดหีบเร็ว ๆ นี้คาดว่าปริมาณอ้อยจะอยู่ที่ประมาณ 70 ล้านตันโดยยอมรับว่าจากสาเหตุที่มีการเปิดหีบอ้อยเร็วกว่าปกติประมาณ 10 วัน จะส่งผลให้ผลผลิตน้ำตาลต่อตันอ้อยลดลง โดยเฉลี่ยคาดว่าจะลดลงประมาณ 5 กิโลกรัมต่อตันอ้อย และมีค่าความหวานลดลง 0.8-0.9 ซีซีเอส ซึ่งคิดเป็นมูลค่าที่สูญเสียไปทั้งระบบประมาณ 8,750 ล้านบาทเมื่อคิดจากฐานราคาตลาดน้ำตาลทรายขาวตลาดโลกที่ประมาณ 750 เหรียญต่อตัน
ทั้งนี้ การที่มีการเปิดหีบอ้อยเร็วกว่าปกติ เนื่องจากเกิดการตึงตัวของน้ำตาลทรายโควตา ก (น้ำตาลเพื่อบริโภคภายในประเทศ) สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) อยู่ระหว่างการจัดตั้งคณะกรรมการ จึงทำให้การกำหนดวันเปิดหีบอ้อยล่าช้า โรงงานน้ำตาลจึงเปิดหีบอ้อยเอง รวมทั้งชาวไร่เร่งใส่ปุ๋ยอ้อยในช่วงเวลาที่มีฝน จึงส่งผลต่อปริมาณน้ำตาลที่สามารถผลิตได้
นายกำธร กิตติโชคทรัพย์ เลขาธิการสหพันธ์ชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า เร็วๆ นี้ชาวไร่อ้อยจะเสนอให้คณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (กอน.) ที่มีนายประเสริฐ ตปนียางกูร เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) เป็นประธาน พิจารณาหามาตรการที่จะเป็นบทลงโทษที่เข้มข้นกับกลุ่มผู้ผลิตเพื่อการส่งออกที่ใช้สิทธิในการซื้อน้ำตาลทรายโควตาค. (ทรายขาวส่งออก) ที่ต้องการเปลี่ยนมาใช้น้ำตาลโควตา ก แทน เนื่องจากขณะนี้ราคาน้ำตาลตลาดโลกสูงกว่าราคาในประเทศ เพื่อป้องกันการขาดแคลนได้ในอนาคต
ทั้งนี้ ปริมาณน้ำตาลทรายขึ้นงวดตั้งแต่ 1 ม.ค. 2553 ถึงปัจจุบันพบว่ามีความผิดปกติในการจำหน่ายในโควตา ก โดยมีปริมาณจำหน่ายสูงขึ้น 17% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน หรือคิดเป็นปริมาณน้ำตาลทรายที่เพิ่มขึ้น 1.7 แสนกระสอบ ขณะที่น้ำตาลโควตา ค กลับมีการใช้สิทธิจากกลุ่มผู้ผลิตเพื่อการส่งออกลดลง 6 หมื่นกระสอบเป็นการบ่งชี้ให้เห็นว่ามีการโยกการใช้น้ำตาลโควตาค.หันใช้น้ำตาลโควตาก.แทน
“สาเหตุที่กลุ่มผู้ส่งออกหันมาซื้อน้ำตาลโควตาก.แทนโควตาค.เนื่องจากราคาน้ำตาลทรายตลาดโลกล่าสุดสูงถึง 750 เหรียญต่อตันหรือคิดเป็นราคาน้ำตาลทรายหน้าโรงงานเฉลี่ยประมาณ 25 บาทต่อกิโลกรัม(ก.ก.) ขณะที่ราคาหน้าโรงงานของไทยอยู่ทีระดับ 19 บาทต่อก.ก.เท่านั้น ซึ่งการลักลอบส่งออกไปต่างประเทศมีไม่มากแต่กลับพบว่าสิ่งที่น่ากลัวกว่าคือการที่กลุ่มผู้ส่งออกหันมาซื้อโควตาก.แทน” นายกำธร กล่าว
สำหรับระเบียบลงโทษที่ผ่านมาของรัฐกำหนดไว้ว่าหากพบว่ามีการไม่ใช้สิทธิซื้อน้ำตาลโควตาค.ตามที่แจ้งไว้ก็จะถูกขึ้นบัญชีดำห้ามใช้สิทธิในปีถัดไปเท่านั้น ไม่ได้ห้ามถาวรแต่อย่างใดจึงทำให้กลุ่มผู้ส่งออกเหล่านี้ไม่กลัวบทลงโทษเพราะประเมินแล้วว่าราคาน้ำตาลส่งออกยังสูงกว่าในประเทศอีกในปีหน้า
ทั้งนี้ หากปล่อยไว้เกรงว่าน้ำตาลในประเทศจะขาดแคลนได้แม้ว่ารัฐจะกำหนดปริมาณน้ำตาลโควตาก.ไว้ที่ 21 ล้านกระสอบรวมน้ำตาลค้างกระดานอีก 6 แสนกระสอบและอาจจะเพิ่มปริมาณได้อีกแต่อย่าลืมว่าน้ำตาลที่เหลือก็จะถูกทำราคาซื้อขายไปต่างประเทศหมดถึงเวลานั้นอาจไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะไปดึงน้ำตาลจากโควตาอื่นมาแทน







