
เอ็นที เดินเกม ลดคน 7,000 คน ในปี 70 เร่งปั๊มยอดดิจิทัล-5G ตอบโจทย์สมาร์ทซิตี้
เหตุปี 68 กำไรจากพันธมิตรหาย 10,000 ล้านบาท เตรียมเคาะปรับโครงสร้างใหม่ปี 67 เสนอบอร์ด ก.ย.นี้ เผยแผน 5 ปี ต้องลดคนเหลือ 7,000 คนภายในปี 70 พร้อมให้บริการ 5G รุกธุรกิจ 4 กลุ่มสมาร์ทต้นปีหน้า ตอบโจทย์สมาร์ท ซิตี้
คาดปี 66 กำไรพันล้าน
พ.อ. สรรพชัยย์ หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ เอ็นที กล่าวว่า รายได้ครึ่งปีแรก 2566 ( ม.ค.-มิ.ย.2566) เอ็นทีมีรายได้ 42,447 ล้านบาท รายจ่าย 40,900 ล้านบาท กำไร 1,547 ล้านบาท แต่หากรวมค่าใช้จ่ายโครงการเกษียณก่อนอายุ ที่มีค่าใข้จ่าย 2,185 ล้านบาท มีผู้เข้าร่วมโครงการ 851 คน ทำให้ครึ่งปีแรกขาดทุน 638 ล้านบาท คาดว่าสิ้นปีจะมีกำไร 1,000-2,000 ล้านบาท หากไม่มีรายการพิเศษเกิดขึ้น เช่น การแพ้คดีความ เป็นต้น
สำหรับรายได้แต่ละบริการแบ่งออกเป็น บริการโครงสร้างพื้นฐาน 4,807 ล้านบาท,บริการระหว่างประเทศ 1,107 ล้านบาท ,บริการโทรศัพท์มือถือ 23,497 แบ่งเป็นรายได้จากพันธมิตร 22,303 ล้านบาท รายได้รีเทล 1,194 ล้านบาท ,บริการบรอดแบนด์ 9,289 ล้านบาท ,บริการดิจิทัล 2,032 ล้านบาท และบริการอื่นๆ 9 ล้านบาท
ทั้งนี้รายได้เอ็นที 50 % มาจากรายได้พันธมิตรผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ โดยแต่ละปีเอ็นทีมีรายได้จากพันธมิตร 50,000 ล้านบาท เมื่อหักค่าใช้จ่ายจะเหลือกำไร 10,000 ล้านบาท แต่เนื่องจากคลื่นที่นำมาให้พันธมิตรใช้งานนั้นจะหมดอายุในปี 2568 ทำให้เอ็นทีต้องเร่งหารายได้จากธุรกิจอื่นเพิ่มเติม รวมถึงลดค่าใช้จ่าย และกำลังคน
ลดพนักงาน 7,000 คนในปี 70
ดังนั้นสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) จึงมีแผน 5 ปี (2566-2570) ให้เอ็นทีลดกำลังคนจาก 13,800 คน เหลือประมาณ 7,000 คนภายในปี 2570 นอกจากนี้ เอ็นทีเองก็มีการปรับโครงสร้างองค์กรใหม่ให้องค์กรกระชับขึ้น คาดว่าจะเสนอต่อคณะกรรมการ (บอร์ด) บริษัทภายในเดือน ก.ย.2566 เพื่อประกาศใช้โครงสร้างใหม่ม.ค.2566
อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารเคยประกาศว่า ปีนี้จะเป็นปีสุดท้ายที่จัดโครงการเกษียณก่อนอายุ ทว่ายอดการเข้าร่วมโครงการไม่เป็นไปตามเป้าหมาย โจทย์ที่สคร.ให้ เอ็นทีจะทำอย่างไร หากไม่สามารถเพิ่มรายได้ และต้องขาดทุนปีละหมื่นล้าน และรัฐวิสาหกิจไม่สามารถไล่คนออกได้ ดังนั้นแนวทางที่เป็นไปได้คือ การปรับโครงสร้างที่ซ้ำซ้อนให้กระชับขึ้น การยุบศูนย์บริการเพื่อนำสถานที่มาบริหารจัดการให้ผู้อื่นเช่า บางสายงานหากไม่จำเป็นอาจต้องยุบทิ้ง และย้ายบุคลากรไปทำงานในส่วนที่สำคัญแทน
ขณะที่บุคลากรส่วนใหญ่กว่า 4,000 คน อายุเกิน 50 ปี อนาคตหากมีโครงการเกษียณก่อนอายุ ต้องเพิ่มเงื่อนไขอายุ 57 ปี ห้ามเข้าร่วมโครงการ ไม่เช่นนั้นพนักงานจะรอจนถึง 57 ถึงจะเข้าร่วมโครงการ ยอมรับว่าที่ผ่านมาคนเข้าร่วมโครงการน้อยเพราะคิดว่าเอ็นทียังมีกำไรและคงมีโครงการออกมาอีกในทุกปี เอ็นทีขอย้ำว่า
หากในปี 2568 เอ็นทีไม่สามารถหารายได้มาเติมในส่วนที่หายไปได้ เอ็นทีอาจมีมาตรการในการวัดความสามารถในการทำงานอย่างเข้มงวด
ภายในปี 68-69 จะมีพนักงานที่เกษียณตามอายุอีกหลักพันคน ซึ่งก็ถือว่ามีจำนวนมาก แต่ก็ยังไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่ สคร.ให้ไว้
ดัน 5G ตอบโจทย์สมาร์ทซิตี้
พ.อ. สรรพชัยย์ กล่าวว่า นอกจากแผนการลดกำลังคนแล้ว เอ็นทีต้องเร่งสร้างรายได้จากบริการอื่นๆเพิ่มขึ้น เมื่อไม่มีคลื่น 850MHz,2100MHz และ 2300 MHz ในปี 2568 เอ็นทีต้องเร่งสร้างบริการ 5G คลื่น 700 MHZ และ 26GHz โดยคาดว่าภายในไตรมาส 4 ปีนี้ จะเปิดให้บริการคลื่น 700 MHz ซึ่งคลื่นนี้นอกจากจะเป็นคลื่นในการให้บริการลูกค้าเดิมของเอ็นทีจากคลื่นเดิมจำนวน 2.5 ล้านเลขหมายแล้ว เอ็นทีจะใช้คลื่นนี้ในการให้บริการ IoT ด้วย
ขณะที่คลื่น 26GHz เน้นการลงทุนเป็นโปรเจ็คเมื่อมีลูกค้า โดยลงทุนครั้งแรกไปแล้ว 60 กว่าล้านบาท คาดว่าจะเปิดให้บริการลูกค้า B2B ภายในไตรมาสแรกปี 2567
ทั้งนี้การให้บริการ 5G ของเอ็นทีจะเน้นความสมาร์ท 4 ด้าน ได้แก่ สมาร์ท เฟคทอรี่,สมาร์ทเฮลท์,สมาร์ทเอ็นเนอร์จี และ สมาร์ททรานส์สปอร์ต เอ็นทีคงไม่ได้ใช้ระบบ 5G เพื่อสร้างสมาร์ท ซิตี้ เพราะมองว่าสมาร์ท ซิตี้ คือการสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่สามารถคาดการณ์รายได้ที่จะเกิดขึ้นได้ ในขณะที่เอ็นทีต้องเน้นการเสนอแผนงานที่ได้รายได้ ดังนั้นหากประเทศไทยต้องการสร้างสมาร์ท ซิตี้ รัฐบาลต้องเป็นคนลงทุน
ดาวเทียม 126E ยิงปี 2569
สำหรับกลุ่มธุรกิจดาวเทียมหลังชนะประมูลดาวเทียมตำแหน่งวงโคจร 126E คาดว่าจะยิงเพื่อให้บริการได้ในปี 2569 ปัจจุบันระหว่างการวางแผนและดำเนินการอยู่ รวมถึงก่อนหน้านี้ทาง เอ็นที ได้มีการลงนามสัญญากับพาร์ทเนอร์บริการดาวเทียมระดับโลกอย่าง OneWeb ผู้ให้บริการดาวเทียมวงโคจรต่ำ (LEO) ในการเป็น Landing Station ณ สถานีดาวเทียมสิรินธร จ.อุบลราชธานี อยู่ระหว่างรอการทดสอบติดตั้งอุปกรณ์ และมีแผนเปิดให้บริการราวต้นปีหน้า
ส่วนความคืบหน้าในการเป็นผู้ให้บริการดาวเทียมภาครัฐ ขณะนี้อยู่ระหว่างการสอบถามความต้องการใช้งาน 5 ปี จากหน่วยงานต่างๆ เพื่อให้มีการลงทุนที่เหมาะสมกับปริมาณความจุที่ต้องการใช้งาน
บริการดิจิทัลมาแรงคาดรายได้ 7,000 ล้าน
พ.อ. สรรพชัยย์ กล่าวว่า ปัจจุบันกลุ่มบริการดิจิทัลมีรายได้ที่ชัดเจนมากขึ้น คาดว่าในอนาคตอันใกล้ต้องสามารถสร้างรายได้ถึง 5,000-7,000 ล้านบาท สำหรับผลประกอบการล่าสุด บริการเดิมอย่าง NT CLOUD ยังรักษาการเติบโตเฉลี่ยปีละ 20-25 % และบริการใหม่ที่เริ่มทำรายได้ เช่น ระบบ National Single Window (NSW) ที่เปิดให้บริการเชิงพาณิชย์ตั้งแต่เดือน ก.พ. 2566 เป็นต้นมา คาดว่าจะสร้างรายได้รวมในปี 2566 ประมาณ 160 ล้านบาท
และ บริการ NT Big Data & AI ซึ่งเปิดให้บริการมา 4 ปี มีอัตราการเติบโตก้าวกระโดดปีละ 45% จากเทรนด์ปัจจุบันที่ให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจในการทำธุรกิจ
ขณะที่ NT Data Center ให้บริการ 13 แห่งทั่วประเทศ รองรับได้มากกว่า 1,200 racks ซึ่งปัจจุบันมีผู้ใช้บริการแล้วกว่า 90% NT จึงมีแผนในการสร้าง Data Center แห่งใหม่ความจุมากกว่า 1,000 racks เพื่อรองรับความต้องการที่สูงขึ้นทุกปี อีกทั้งขยายการพัฒนาธุรกิจบริการดิจิทัลด้านApplication Platform & Digital Solutions เพื่อตอบสนองความต้องการของหน่วยงานภาครัฐด้านการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ หรือ สมาร์ท ซิตี้
เอ็นทียังมองหาโอกาสตลาดในอนาคตเพิ่มเติม เช่น การให้บริการ ฟินเทค ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพูดคุยกับธนาคารในประเทศไทย รวมถึงการเข้าสู่ธุรกิจ EV ด้วย







