
ดีป้า เผย ผู้ประกอบการหลายรายชะลอแผนธุรกิจ รอความชัดเจนรัฐบาลใหม่
ดีป้าเผย ปีงบประมาณ 67 ล่าช้า ไม่กระทบโครงการ Thailand Digital Valley ขณะที่ผู้ประกอบการกังวลสถานการณ์การเมือง หลายรายชะลอแผนธุรกิจ รอดูนโยบายของรัฐบาลใหม่ แม้ผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นอุตสาหกรรมดิจิทัล ไตรมาส 2 ปรับตัวดีขึ้น
นายณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า กล่าวว่า หากการอนุมัติงบประมาณปี 2567 ล่าช้า จะไม่กระทบกับการก่อสร้างโครงการ Thailand Digital Valley บนพื้นที่ 30 ไร่ ใน EECd หรือ เขตส่งเสริมอุตสาหกรรมและนวัตกรรมดิจิทัล อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี จำนวน 5 อาคารนั้น เนื่องจากเป็นงบประมาณผูกพัน จำนวน 800-900 ล้านบาท ที่อยู่ภายใต้งบประมาณที่ดีป้าขอไปทั้งสิ้น 1,400 ล้านบาท โดยงบประมาณล่าช้าจะส่งผลกระทบเฉพาะโครงการใหม่ซึ่งดีป้าไม่ได้มีการเสนอโครงการใหม่เพิ่มเติม
สำหรับโครงการ Thailand Digital Valley ประกอบด้วย 5 อาคาร ได้แก่ อาคารสำนักงาน 1 ตึก ที่เหลือเป็นอาคารนวัตกรรม 4 ตึก โดย ตึกที่ 1 และ ตึกที่ 2 ที่เป็นสำนักงาน มีคนมาเช่าใช้พื้นที่เต็มหมดแล้ว ขณะที่ตึกที่ 3 พื้นที่ 20,000 ตรม.เป็นพื้นที่ของ สตาร์ทอัพ , ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ (โอปอเรเตอร์) และบริษัทเครือข่ายโทรคมนาคม เช่น โนเกีย อยู่ระหว่างการเจรจาให้มาลงทุนใช้พื้นที่
ส่วนตึกสุดท้ายเป็นตึกที่มีพื้นที่ใหญ่ที่สุด คือ 40,000 ตรม.อยู่ระหว่างการสร้าง ให้เป็นศูนย์สร้างสรรค์นวัตกรรมดิจิทัล ประกอบด้วยพื้นที่ทดสอบเทคโนโลยี 5G , ห้องปฏิบัติการระบบปัญญาประดิษฐ์ ,ศูนย์ข้อมูล ,พื้นที่ออกแบบนวัตกรรมไอโอทีและระบบอัจฉริยะ , พื้นที่ประดิษฐ์ต้นแบบนวัตกรรมไอโอที และพื้นที่ออกแบบและทดสอบเครื่องกลและหุ่นยนต์ และกำลังเจรจาให้ หัวเว่ย เข้ามาตั้งศูนย์ใหญ่ด้านการศึกษาและนวัตกรรมของภูมิภาคในพื้นที่นี้ เพื่อดึงดูดเงินลงทุน และช่วยพัฒนาบุคลากรดิจิทัลของประเทศต่อไป
โครงการนี้มีเป้าหมายให้ไทยศูนย์กลางดิจิทัลระดับภูมิภาค มีการจ้างงานด้านดิจิทัลในพื้นที่กว่า 20,000 คน และเกิดการลงทุนกว่า 50,000 ล้านบาท
นายณัฐพล กล่าวว่า ดีป้าได้สำรวจดัชนีความเชื่อมั่นอุตสาหกรรมดิจิทัล ไตรมาส 2 พบว่า ปรับตัวดีขึ้นจากไตรมาสแรกและยังคงอยู่ในระดับเชื่อมั่น โดยมีสาเหตุมาจากภาวะเศรษฐกิจของประเทศโดยภาพรวมปรับตัวดีขึ้นจากการเติบโตของภาคการท่องเที่ยวและการบริโภคภาคเอกชน รวมถึงนโยบายเปิดประเทศของจีนที่ส่งผลให้ต้นทุนการดำเนินธุรกิจลดลง แต่ความไม่แน่นอนทางการเมืองส่งผลให้ผู้ประกอบการและคู่ค้าหลายรายชะลอแผนธุรกิจ
เนื่องจาก ผู้ประกอบการคาดหวังให้ภาครัฐปรับแนวทางการส่งเสริมอุตสาหกรรมให้ชัดเจน ผลักดันให้เข้าถึงแหล่งทุน เร่งสร้างกำลังคนดิจิทัลเข้าสู่ตลาดแรงงาน และออกมาตรการจูงใจบุคลากรด้านเทคโนโลยีดิจิทัลศักยภาพสูงจากต่างประเทศให้เข้ามาทำงานในประเทศไทยเพิ่มขึ้น
สำหรับผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นอุตสาหกรรมดิจิทัล ไตรมาส 2 ประจำปี 2566 ใน 5 กลุ่มอุตสาหกรรมย่อย ประกอบด้วย กลุ่มอุตสาหกรรมฮาร์ดแวรและอุปกรณ์อัจฉรยะ (Hardware and Smart Device) กลุ่มอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ (Software) กลุ่มอุตสาหกรรมบริการด้านดิจิทัล (Digital Service) กลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ (Digital Content) และกลุ่มอุตสาหกรรมโทรคมนาคม (Telecommunication) โดยดัชนีความเชื่อมั่นฯ อยู่ที่ระดับ 54.1 ปรับตัวดีขึ้นจากระดับ 54.0 ของไตรมาสแรกและยังคงอยู่ในระดับเชื่อมั่นต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่สอง
โดยปัจจัยด้านปริมาณการผลิตฯ ด้านการจ้างงาน และด้านต้นทุนประกอบการปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่ปัจจัยด้านผลประกอบการ ด้านคำสั่งซื้อฯ และด้านการลงทุนเพื่อประกอบการปรับตัวลงเล็กน้อยจากไตรมาสที่ผ่านมา
หากแยกตามรายอุตสาหกรรมจะพบว่า เกือบทุกกลุ่มอุตสาหกรรมมีดัชนีความเชื่อมั่นฯ สูงกว่าระดับ 50 ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มอุตสาหกรรมฮาร์ดแวร์และอุปกรณ์อัจฉริยะ อยู่ที่ระดับ 54.6 กลุ่มอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ อยู่ที่ระดับ 56.9 กลุ่มอุตสาหกรรมบริการด้านดิจิทัล อยู่ที่ระดับ 52.1 และ กลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ อยู่ที่ระดับ 52.4 ขณะที่ กลุ่มอุตสาหกรรมโทรคมนาคม กลับมีดัชนีความเชื่อมั่นฯ ต่ำกว่าระดับ 50 โดยอยู่ที่ 46.8 ในไตรมาสนี้







