posttoday
ดีป้า เผย ผู้ประกอบการหลายรายชะลอแผนธุรกิจ รอความชัดเจนรัฐบาลใหม่

ดีป้า เผย ผู้ประกอบการหลายรายชะลอแผนธุรกิจ รอความชัดเจนรัฐบาลใหม่

04 สิงหาคม 2566

ดีป้าเผย ปีงบประมาณ 67 ล่าช้า ไม่กระทบโครงการ Thailand Digital Valley ขณะที่ผู้ประกอบการกังวลสถานการณ์การเมือง หลายรายชะลอแผนธุรกิจ รอดูนโยบายของรัฐบาลใหม่ แม้ผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นอุตสาหกรรมดิจิทัล ไตรมาส 2 ปรับตัวดีขึ้น

นายณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า กล่าวว่า หากการอนุมัติงบประมาณปี 2567 ล่าช้า จะไม่กระทบกับการก่อสร้างโครงการ Thailand Digital Valley  บนพื้นที่ 30 ไร่ ใน EECd  หรือ เขตส่งเสริมอุตสาหกรรมและนวัตกรรมดิจิทัล อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี จำนวน 5 อาคารนั้น เนื่องจากเป็นงบประมาณผูกพัน จำนวน 800-900 ล้านบาท ที่อยู่ภายใต้งบประมาณที่ดีป้าขอไปทั้งสิ้น 1,400 ล้านบาท โดยงบประมาณล่าช้าจะส่งผลกระทบเฉพาะโครงการใหม่ซึ่งดีป้าไม่ได้มีการเสนอโครงการใหม่เพิ่มเติม 

สำหรับโครงการ Thailand Digital Valley  ประกอบด้วย 5 อาคาร ได้แก่ อาคารสำนักงาน 1 ตึก ที่เหลือเป็นอาคารนวัตกรรม 4 ตึก โดย ตึกที่ 1 และ ตึกที่ 2 ที่เป็นสำนักงาน มีคนมาเช่าใช้พื้นที่เต็มหมดแล้ว ขณะที่ตึกที่ 3 พื้นที่ 20,000 ตรม.เป็นพื้นที่ของ สตาร์ทอัพ , ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ (โอปอเรเตอร์)  และบริษัทเครือข่ายโทรคมนาคม เช่น โนเกีย อยู่ระหว่างการเจรจาให้มาลงทุนใช้พื้นที่

ดีป้า เผย ผู้ประกอบการหลายรายชะลอแผนธุรกิจ รอความชัดเจนรัฐบาลใหม่

ส่วนตึกสุดท้ายเป็นตึกที่มีพื้นที่ใหญ่ที่สุด คือ 40,000 ตรม.อยู่ระหว่างการสร้าง ให้เป็นศูนย์สร้างสรรค์นวัตกรรมดิจิทัล ประกอบด้วยพื้นที่ทดสอบเทคโนโลยี 5G , ห้องปฏิบัติการระบบปัญญาประดิษฐ์ ,ศูนย์ข้อมูล ,พื้นที่ออกแบบนวัตกรรมไอโอทีและระบบอัจฉริยะ , พื้นที่ประดิษฐ์ต้นแบบนวัตกรรมไอโอที และพื้นที่ออกแบบและทดสอบเครื่องกลและหุ่นยนต์ และกำลังเจรจาให้ หัวเว่ย เข้ามาตั้งศูนย์ใหญ่ด้านการศึกษาและนวัตกรรมของภูมิภาคในพื้นที่นี้ เพื่อดึงดูดเงินลงทุน และช่วยพัฒนาบุคลากรดิจิทัลของประเทศต่อไป

โครงการนี้มีเป้าหมายให้ไทยศูนย์กลางดิจิทัลระดับภูมิภาค มีการจ้างงานด้านดิจิทัลในพื้นที่กว่า 20,000 คน และเกิดการลงทุนกว่า 50,000 ล้านบาท

นายณัฐพล กล่าวว่า ดีป้าได้สำรวจดัชนีความเชื่อมั่นอุตสาหกรรมดิจิทัล ไตรมาส 2 พบว่า ปรับตัวดีขึ้นจากไตรมาสแรกและยังคงอยู่ในระดับเชื่อมั่น โดยมีสาเหตุมาจากภาวะเศรษฐกิจของประเทศโดยภาพรวมปรับตัวดีขึ้นจากการเติบโตของภาคการท่องเที่ยวและการบริโภคภาคเอกชน รวมถึงนโยบายเปิดประเทศของจีนที่ส่งผลให้ต้นทุนการดำเนินธุรกิจลดลง แต่ความไม่แน่นอนทางการเมืองส่งผลให้ผู้ประกอบการและคู่ค้าหลายรายชะลอแผนธุรกิจ 

เนื่องจาก ผู้ประกอบการคาดหวังให้ภาครัฐปรับแนวทางการส่งเสริมอุตสาหกรรมให้ชัดเจน ผลักดันให้เข้าถึงแหล่งทุน เร่งสร้างกำลังคนดิจิทัลเข้าสู่ตลาดแรงงาน และออกมาตรการจูงใจบุคลากรด้านเทคโนโลยีดิจิทัลศักยภาพสูงจากต่างประเทศให้เข้ามาทำงานในประเทศไทยเพิ่มขึ้น

สำหรับผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นอุตสาหกรรมดิจิทัล ไตรมาส 2 ประจำปี 2566 ใน 5 กลุ่มอุตสาหกรรมย่อย ประกอบด้วย กลุ่มอุตสาหกรรมฮาร์ดแวรและอุปกรณ์อัจฉรยะ (Hardware and Smart Device) กลุ่มอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ (Software) กลุ่มอุตสาหกรรมบริการด้านดิจิทัล (Digital Service) กลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ (Digital Content) และกลุ่มอุตสาหกรรมโทรคมนาคม (Telecommunication) โดยดัชนีความเชื่อมั่นฯ อยู่ที่ระดับ 54.1 ปรับตัวดีขึ้นจากระดับ 54.0 ของไตรมาสแรกและยังคงอยู่ในระดับเชื่อมั่นต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่สอง 

โดยปัจจัยด้านปริมาณการผลิตฯ ด้านการจ้างงาน และด้านต้นทุนประกอบการปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่ปัจจัยด้านผลประกอบการ ด้านคำสั่งซื้อฯ และด้านการลงทุนเพื่อประกอบการปรับตัวลงเล็กน้อยจากไตรมาสที่ผ่านมา

หากแยกตามรายอุตสาหกรรมจะพบว่า เกือบทุกกลุ่มอุตสาหกรรมมีดัชนีความเชื่อมั่นฯ สูงกว่าระดับ 50 ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มอุตสาหกรรมฮาร์ดแวร์และอุปกรณ์อัจฉริยะ อยู่ที่ระดับ 54.6 กลุ่มอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ อยู่ที่ระดับ 56.9 กลุ่มอุตสาหกรรมบริการด้านดิจิทัล อยู่ที่ระดับ 52.1 และ กลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ อยู่ที่ระดับ 52.4 ขณะที่ กลุ่มอุตสาหกรรมโทรคมนาคม กลับมีดัชนีความเชื่อมั่นฯ ต่ำกว่าระดับ 50 โดยอยู่ที่ 46.8 ในไตรมาสนี้

ข่าวล่าสุด

รักชนกชี้ปมเงินบริจาคสุชาดา ไม่ควรนำไปสู่การยุบภูมิใจไทย

รักชนกชี้ปมเงินบริจาคสุชาดา ไม่ควรนำไปสู่การยุบภูมิใจไทย