
ต่างชาติลุยตราสารหนี้2สัปดาห์ช็อป7หมื่นล.
ทุนต่างชาติไหลบ่าเข้าลงทุนในตลาดตราสารหนี้ไทย 14 ม.ค. ซื้อหนัก 2 หมื่นล้าน รวม 2 สัปดาห์ เก็บกว่า 7 หมื่นล้าน
ทุนต่างชาติไหลบ่าเข้าลงทุนในตลาดตราสารหนี้ไทย 14 ม.ค. ซื้อหนัก 2 หมื่นล้าน รวม 2 สัปดาห์ เก็บกว่า 7 หมื่นล้าน
นักลงทุนต่างชาติยังคงไหลบ่าเข้ามาลงทุนในตลาดตราสารหนี้ไทย โดยเมื่อวันที่ 14 ม.ค. 2554 ยังซื้อหนักมือกว่า 2.09 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้ 2 สัปดาห์แรกของปีนี้ต่างชาติซื้อสุทธิกว่า 7 หมื่นล้านบาท ขณะที่ยังขายสุทธิในตลาดหุ้นต่อเนื่อง และตั้งแต่ต้นปีขายสุทธิกว่า 1.3 หมื่นล้านบาท
นายนิวัฒน์ กาญจนภูมินทร์ กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) เปิดเผยว่า กระแสเงินลงทุนจากต่างชาติยังมีแนวโน้มที่จะไหลเข้ามาลงทุนในตลาดตราสารหนี้ของไทยต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา เนื่องจากแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยยังจะมีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ระหว่าง 0.5-1%
ขณะเดียวกันแนวโน้มค่าเงินบาทยังมีทิศทางที่จะแข็งค่าขึ้นมากกว่าที่จะอ่อนค่าลง ประกอบกับยังมีความน่าสนใจเมื่อเทียบกับการเข้าไปลงทุนในภูมิภาคอื่น ทั้งในยุโรปที่ประสบปัญหาหนี้ และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐที่ยังไม่ชัดเจน จึงเชื่อว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะยังคงไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในช่วงระยะสั้นนี้
อย่างไรก็ดี ประเมินว่าการเข้ามาลงทุนของนักลงทุนต่างชาติจะอยู่ในตราสารหนี้ระยะสั้นเป็นหลัก เนื่องจากการลงทุนในตราสารหนี้ระยะยาวมีความเสี่ยงจาก Yield ที่จะเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจจะส่งผลให้ได้ผลตอบแทนที่ลดลง หรืออาจส่งผลให้มีการขาดทุน
สำหรับการออกหุ้นกู้ในปีนี้ น่าจะออกทั้งสิ้นประมาณ 3 แสนล้านบาท เพิ่มเล็กน้อยจากปี 2553 ที่ออก 2.6 แสนล้านบาท โดยบริษัทขนาดใหญ่จะออกมากกว่า เพราะต้นทุนดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นทำให้บริษัทขนาดกลางและเล็กออกแล้วไม่คุ้ม
น.ส.อริยา ติรณะประกิจ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย กล่าวว่า ขณะนี้นักลงทุนต่างชาติให้น้ำหนักการลงทุนในตลาดตราสารหนี้สัดส่วนที่สูง อีกทั้งในส่วนของกองทุนตราสารหนี้โลก (Global Bond Fund) ต่างให้ความสนใจเข้าลงทุนในตลาดเกิดใหม่มากกว่าตลาดตราสารหนี้ในสหรัฐหรือยุโรป ถึงแม้ว่าจะมีผลตอบที่ดีกว่าแต่มีความเสี่ยงสูงกว่า ดังนั้นจึงยังเห็นเงินทุนไหลเข้ามาลงทุนในตลาดตราสารหนี้ไทย
“สัปดาห์แรกของปีนักลงทุนต่างชาติได้ซื้อสุทธิในตลาดตราสารหนี้กว่า 5 หมื่นล้านบาท แต่หากนับเฉพาะตราสารหนี้ที่มีอายุเกิน 1 ปี จะมีจำนวน 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งถือว่าสูงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน หากต่างชาติไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่องจนทำให้เงินบาทแข็งค่า ทางการอาจออกมาตรการควบคุมอีก”
ทั้งนี้ ในภาวะดอกเบี้ยขาขึ้น นักลงทุนทุกกลุ่มไม่ว่าจะเป็นในประเทศหรือต่างประเทศจะเน้นการลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้นเป็นหลัก







