
กูรูแนะเล่นสั้นทำกำไรหุ้น
4 กูรูฟันธงหุ้นครึ่งปีแรกขึ้นต่อ เน้นเทรดดิงพลังงาน-ธนาคาร ใช้กลยุทธ์ขึ้นขายลงซื้อ เตือนกลางปีเริ่มเสี่ยง จับตาต่างชาติปรับพอร์ตหลังมาตรการ QE2 หมดอายุ ซื้อกลุ่มบริโภคลดเสี่ยง
4 กูรูฟันธงหุ้นครึ่งปีแรกขึ้นต่อ เน้นเทรดดิงพลังงาน-ธนาคาร ใช้กลยุทธ์ขึ้นขายลงซื้อ เตือนกลางปีเริ่มเสี่ยง จับตาต่างชาติปรับพอร์ตหลังมาตรการ QE2 หมดอายุ ซื้อกลุ่มบริโภคลดเสี่ยง
วันที่ 14 ม.ค.ที่ผ่านมา มีงานสัมมนา “คัดหุ้นเด่น–เฟ้นหุ้นดี ปีกระต่าย 2554” นักวิเคราะห์ชั้นนำจาก 4 บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) คือ บล.กสิกรไทย บล.เคที ซีมิโก้ บล.กิมเอ็ง (ประเทศไทย) และ บล.ไทยพาณิชย์ ให้มุมมองในทิศทางเดียวกันว่า ดัชนีหุ้นในช่วงครึ่งแรกของปี 2554 ยังขึ้นต่อได้ เพราะเศรษฐกิจเอเชียยังจะขยายตัวต่อเนื่องได้มากกว่าโซนสหรัฐและยุโรป รวมถึงสภาพคล่องการเงินยังล้นโลก เพราะเม็ดเงินที่สหรัฐใช้กระตุ้นเศรษฐกิจ (QE1-QE2) ยังอยู่ในระบบ 2.7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ
อย่างไรก็ดี บล.กิมเอ็ง และ บล.ไทยพาณิชย์ มองตรงกันว่าอัตราผลตอบแทนในตลาดหุ้นไทยปีนี้เฉลี่ยอยู่ที่ 15-20% เพราะเศรษฐกิจยังโตต่อได้ประมาณ 4% และกำไรของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ขยายตัว 15% ได้
นายกวี ชูกิจเกษม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.กสิกรไทย กล่าวว่า จากนี้ไปจะเห็นตลาดหุ้นผันผวนมากในกรอบดัชนีขึ้นและลงกว้างถึง 150-200 จุด แต่เป็นการแกว่งขาขึ้น ซึ่งกลยุทธ์การลงทุนในครึ่งปีแรกเน้นหาจังหวะลงซื้อขึ้นขาย หากปรับตัวลง 5-10% ก็ถือเป็นจังหวะเก็บ ส่วนครึ่งปีหลังน่าจะแกว่งตัวขาลง และมีความกังวลมากว่าสภาพคล่องของโลกจะหายไป เพราะมาตรการ QE2 จะหมดอายุลงในเดือน มิ.ย.นี้
น.ส.มยุรี โชวิกรานต์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กิมเอ็ง (ประเทศไทย) กล่าวว่า ครึ่งปีแรกแนะนำให้ซื้อขายระยะสั้น (เทรดดิง) หรือเทรดทำกำไรเล่นเป็นรอบในบริษัทขนาดใหญ่ เช่น กลุ่มพลังงาน ปิโตรเคมี โรงกลั่น เพราะมีความเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลก ค่าเงินเหรียญสหรัฐ และราคาน้ำมันดิบที่คาดว่าจะแตะที่ 100 เหรียญสหรัฐ
สำหรับกลุ่มธนาคารพาณิชย์ก็แนะนำให้ซื้อ จากสินเชื่อปีนี้จะยังโตต่อเนื่อง หรือเพื่อบริหารความเสี่ยงด้วยการซื้อหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคในประเทศ
น.ส.วราภรณ์ วิบูลคณารักษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.เคที ซีมิโก้ ให้|มุมมองว่า ครึ่งปีแรกจะยังหาผลตอบแทนที่ดีได้จากการเทรดดิงหุ้นในกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ แต่อยากเตือนนักลงทุนว่าต้องระวังความเสี่ยงเวลาราคาสินค้ากลุ่มนี้เปลี่ยนทิศทางให้ดี แม้คาดว่าราคาน้ำมันดิบจะเพิ่มขึ้นจากปีก่อนได้อีก 20-25% ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยควรซื้อหุ้นที่มีรายได้อิงกับการบริโภคและการลงทุนในประเทศ เพราะสามารถลงทุนได้ตลอดทั้งปี
“ช่วงกลางปีต้องจับตาดูว่าตลาดหุ้นจะมีการปรับฐานครั้งใหญ่หรือไม่ เพราะ QE2 จะหมดอายุ จึงต้องติดตาม 3 ประเด็นหลัก คือ 1.เศรษฐกิจสหรัฐมีการฟื้นตัวที่ยั่งยืนหรือไม่ 2.จะมีมาตรการแบบ QE ออกมาอีกหรือไม่ และ 3.เงินเฟ้อในเอเชียที่สูงขึ้น ต้องปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นตามหรือไม่ เพราะจะมีผลกระทบต่อกำไร บจ.
วันสุดท้ายของสัปดาห์ ตลาดหุ้นเอเชียส่วนใหญ่อ่อนตัวลง ดัชนีหุ้นไทยติดลบ 2.82 จุด ปิดที่ 1,032 จุด แต่นักลงทุนต่างชาติขนหุ้นออกมากระหน่ำขายระลอกใหม่ 4,322 ล้านบาท หลังจากเงินบาทกลับมาอ่อนค่าลงอีกครั้งหนึ่ง
ส่วนนักลงทุนที่จะสั่งซื้อหุ้น บล.บีฟิท (BSEC) ตั้งแต่วันที่ 17 ม.ค.-4 ก.พ. 2554 ต้องวางเงินสดทั้งหมดก่อน (แคชบาลานซ์)
ล่าสุด ธนาคารกลางจีนประกาศขึ้นสัดส่วนสำรองเงินฝากของธนาคารพาณิชย์อีก 0.5% โดยจะมีผลในวันที่ 20 ม.ค.นี้







