
“ศุภชัย เจียรวนนท์” เผย สตาร์ทอัพไทยมีโอกาสโต 20 เท่า
“ศุภชัย เจียรวนนท์” ประธานสภาดิจิทัลฯ เผยสตาร์ทอัพไทยมีโอกาสเพิ่มเป็น 20,000 ราย จากเดิมที่มีอยู่เพียง 1,000 ราย หากได้รับการส่งเสริมเหมาะสม มั่นใจ VC จะเข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้น
นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย ร่วมเวทีการประชุมเครือข่ายนักลงทุนที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ SVCA Conference 2023 ที่จัดโดย สมาคมผู้ประกอบธุรกิจเงินร่วมลงทุนสิงคโปร์ หรือ SVCA – Singapore Venture Capital & Private Equity Association เพื่อเชิญชวนนักลงทุนจากประเทศสิงคโปร์ และทั่วโลกให้มาลงทุนในประเทศไทย พร้อมกล่าวแลกเปลี่ยนว่า โลกปัจจุบันกำลังเผชิญความท้าทายสำคัญ 6 ประการ ได้แก่
1. การเปลี่ยนแปลงหลายขั้วในภูมิทัศน์โลก
2. ความเหลื่อมล้ำและความมั่นคงทางอาหาร
3. ความยั่งยืนและการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ
4.การเปลี่ยนผ่านด้านดิจิทัลด้วย AI, IOT ผู้นำด้านนวัตกรรมและผู้ประกอบการรายใหม่
5. พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนสู่อีคอมเมิร์ซ ประกอบด้วย C2C, Metaverse และ Social Media
6. สังคมสูงวัย และการดูแลสุขภาพ
ทั้งนี้สิ่งสำคัญที่ประเทศไทยจะสามารถก้าวข้ามความท้าทายในระดับโลกได้ คือ การทรานส์ฟอร์มประเทศไทย ขับเคลื่อนประเทศสู่ยุค 5.0 เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันด้านดิจิทัล มีพันธกิจยุทธศาสตร์สำคัญใน 5 ด้าน ได้แก่
1. การกำหนดมาตรฐานและตัวชี้วัดด้านดิจิทัล
2. การสร้างความร่วมมือภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน
3. การพัฒนาศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ด้านดิจิทัล
4.การพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล
5. การเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมของภูมิภาค รวมทั้งการขับเคลื่อนด้านสังคมและวัฒนธรรมดิจิทัลของประเทศชาติ
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน สภาดิจิทัลฯ มีความร่วมมือกับภาครัฐและเอกชน ในด้านการลงทุนและกำลังคนในมิติอื่นๆ อาทิ มาตรการยกเว้นภาษี หรือ Capital Gains Tax เป็นเวลา 10 ปี แก่นักลงทุนไทยและต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในสตาร์ทอัพไทย ภายใต้อุตสาหกรรมเป้าหมาย ซึ่งนโยบายดังกล่าวจะช่วยสนับสนุน ส่งเสริมให้สตาร์ทอัพไทยสามารถระดมทุนจากนักลงทุนได้เพิ่มขึ้น เสริมสร้างการลงทุน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทยให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง
รวมทั้ง ภาษีเงินได้ 17% สำหรับชาวต่างชาติทักษะสูง เมื่อทำงานในไทย ตลอดจน การส่งเสริมให้เกิดการระดมทุนผ่านตลาดหุ้นใหม่สำหรับสตาร์ทอัพและ SME ภายใต้ชื่อ LIVE EXCHANGE และสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับค่าการฝึกอบรมและพัฒนาทักษะลูกจ้างและการจ้างงานสายเทคโนโลยี เป็นต้น
สภาดิจิทัลฯ มีความมุ่งมั่นที่จะร่วมผลักดันให้เกิดนโยบาย และมาตรการส่งเสริมการลงทุน เพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพ นำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน
นอกจากนี้ ประธานสภาดิจิทัลฯ ได้กล่าวเน้นย้ำในจุดแข็งของประเทศไทยที่มีความได้เปรียบในการเป็นจุดหมายปลายทางแห่งการลงทุน เพราะมีตลาดหุ้นที่เข้มแข็ง (Capital Market) บ่งชี้ได้จากในปี 2565 มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุดในอาเซียน และยังเป็นประเทศที่ที่มีการระดมทุนผ่านการเสนอขายหุ้นออกใหม่ให้แก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก หรือ Initial Public Offering (IPO) ได้สูงสุดในอาเซียน โดยมีมูลค่ารวมถึง 3.6 พันล้านดอลลาร์ จากการระดมทุน IPOs 42 ครั้งในปี 2565
ขณะเดียวกันยังมีการขับเคลื่อนการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ประกอบด้วย
1. อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งประเทศไทยจัดอยู่ใน Top-10 ด้านการเป็น EV hub ที่มีประสิทธิภาพของโลก
2. การเป็นฮับของอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะในภูมิภาคอาเซียน (New Smart Electronic Hub)
3. การมีศักยภาพในการเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมทางการแพทย์ (Medical Hub)
4. ประเทศไทยมีอุตสาหกรรมการเกษตรและอาหาร (Agriculture and Food) อย่างแข็งแกร่ง รวมไปถึงการเป็นศูนย์กลางการลงทุนของภูมิภาคอาเซียนอย่างแท้จริง เนื่องจากมีการเชื่อมต่อกับกลุ่มอาเซียนในเขตภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (CLMV) จีน และอินเดีย ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงโอกาสและศักยภาพของประเทศไทยในการดึงดูดการลงทุนจากนักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติ เพื่อมุ่งสู่ศูนย์กลางการลงทุนของภูมิภาค อีกทั้งเป็นกลไกสำคัญที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในอนาคต
อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากการร่วมเวทีประชุม SVCA Conference 2023 ประธานสภาดิจิทัลฯ และคณะจากภาครัฐและเอกชน ยังได้พบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเครือข่ายนักลงทุนของ SVCA ที่เป็น VC ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประกอบด้วย Openspace Ventures, Monk's Hill Ventures, GIC, Dymon Asia PE และ Pavilion Capital และได้มีการเข้าพบผู้บริหาร Sequoia Capital ซึ่งถือเป็นหนึ่งใน VC ที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีมูลค่าการลงทุน (Asset under management) กว่า 8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ
และเป็นหนึ่งในผู้ลงทุนระยะเริ่มต้น (Seed) ของธุรกิจระดับโลก เช่น Apple, Google, Instagram, LinkedIn, PayPal, WhatsApp และ Zoom เป็นต้น โดยได้เข้าพบ “Mr. Abheek Anand” Managing Director at Sequoia Capital, Southeast Asia เพื่อหารือในการเชิญชวนมาลงทุนในประเทศไทย และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นถึงโอกาสและความท้าทายของประเทศไทย รวมทั้งแนวทางส่งเสริมการลงทุนในประเทศไทยในมุมมองจากนักลงทุนต่างชาติ
นายศุภชัย กล่าวว่า สิงคโปร์และไทยต่างเป็นประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เหมือนกัน และเป็นประเทศที่เศรษฐกิจเติบโตเร็ว ปัจจุบันสิงคโปร์มีสตาร์ทอัพกว่า 50,000 ราย ขณะที่ประเทศไทยมีสตาร์ทอัพค่อนข้างน้อย คือมีประมาณ 1,000 รายเท่านั้น ทว่าสตารทอัพไทยมีโอกาสเติบโตเพิ่มขึ้นเป็น 20,000 ราย หากได้รับการส่งเสริมและสนับสนุนที่เหมาะสม และเมื่อนั้น VC หรือ นักลงทุน ก็จะเข้าลงทุนในสตาร์ทอัพไทย ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งพลังที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้แข็งแกร่ง







