
ส่วนต่างดอกเบี้ยไทย-สหรัฐกว้างขึ้น ฉุดบาทแข็ง-ดันทุนเงินทุนไหลออก
สมภพ มานะรังสรรค์ คาดเฟดคงดอกเบี้ย 5.00-5.25% ไปจนถึงไตรมาส 4 หรือสิ้นปีนี้ เพื่อรอดูเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ หากมั่นใจคุมเงินเฟ้ออยู่หมัด จะเห็นเฟดลดดอกเบี้ยต่อเนื่องตั้งแต่ปลายปี หรือต้นปี 67 ชี้ดอกเบี้ยRPไทย-สหรัฐเปิดกว้าง ฉุดบาทอ่อนค่า-เงินทุนไหลออกไปสหรัฐ-ญี่ปุ่น
รศ.ดร.สมภพ มานะรังสรรค์ อธิการบดีสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ และนักวิชาการอิสระ ด้านเศรษฐศาสตร์ต่างประเทศ คาดว่า การประชุมธนาคารกลาง(เฟด) ในวันที่ 13-14 มิ.ย.นี้ เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย(อาร์พี) ไว้ที่ 5.00-5.25%ต่อปี เป็นการหยุด เพื่อรอดูแนวโน้มเศรษฐกิจ และอัตราเงินเฟ้อในระยะต่อไปว่าจะเป็นอย่างไร โดยเฉพาะเงินเฟ้อที่มาจากซัพพลาย เช่น การเพิ่มขึ้นของราคาพลังงาน และเงินเฟ้อที่มาจากความต้องการบริโภค และตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตร(Non-farms Payrolls) ของคนอเมริกันเอง
“เชื่อว่า รอบนี้เฟดยังไม่ขึ้นดอกเบี้ย และดอกเบี้ยสหรัฐน่าจะใกล้ถึงจุดสูงสุดแล้ว เฟดคงดอกเบี้ยไว้เพื่อรอดูทิศทางเศรษฐกิจ เพื่อให้แน่ในว่าคุมเงินเฟ้อได้จริง จะดูไปจนถึงไตรมาสที่ 4 หรือ ใกล้สิ้นปีนี้ หากแน่ใจแล้วหลังจากนั้น เชื่อว่าเฟดจะค่อยดูจังหวะว่าจะลดดอกเบี้ยได้หรือไม่ ถ้าสถานการณ์เศรษฐกิจสหรัฐปกติ เราจะเห็นเฟดเริ่มปรับลดดอกเบี้ยต่อเนื่องมากขึ้น ตั้งแต่ปลายปีนี้ หรืออย่างช้าต้นปีหน้า” รศ.ดร.สมภาพกล่าว
อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่า การประชุมครั้งต่อๆไป เฟดจะไม่มีโอกาสปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก เพราะขณะนี้ ยังมีหลายปัจจัยที่ยังกดดันทำให้ไม่แน่ใจว่า เฟดจะคุมเงินเฟ้อได้จริง หรือเศรษฐกิจสหรัฐจะไม่ถดถอย หรือการว่างงานจะไม่เพิ่มขึ้น อีก เพราะต้องยอมรับว่า การควบคุมเงินเฟ้อในขณะนี้ทำได้ยากกว่าในอดีต เนื่องจากเงินเฟ้อไม่ได้เกิดขึ้นจากปัจจัยด้านเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นกับปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ด้วย เช่น ความขัดแย้งในรัฐเซีย-ยูเครน ถ้าเกิดความรุนแรงมากๆ อาจกดดันราคาพลังงานให้พุ่งขึ้นมาใหม่
ดังนั้น จึงต้องจับตากลุ่มโอเปคพลัส ว่าจะลดการผลิตพลังงานลงอีกหรือไม่ เนื่องจากการประชุมกลุ่มโอเปค พลัส เมื่อวันที่ 4 มิ.ย.ที่ผ่านมา ที่ประชุมได้ประกาศว่า ตั้งแต่ม.ค.ปี 2567 เป็นต้นไปจะปรับลดปริมาณการผลิตลงอีก 1.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน รวมที่ปรับลดไปแล้วอีก 3.6 ล้านบาร์เรล รวมเป็น 5 ล้านลาร์เรลต่อวัน ถือว่าสูงมาก และเมื่อถึงตอนนั้นหากเศรษฐกิจสหรัฐฯยังไปได้ดี น่าจะทำให้ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน
นอกจากนี้ ยังมีปรากฎการณ์เอลนีโญ ที่จะทำให้การผลิตสินค้าภาคการเกษตรของโลกลดลง ทั้งในปีนี้และปีหน้า ซึ่งขณะนี้ประเทศเวียดนามก็เริ่มกักตุนข้าวเพื่อบริโภคในประเทศมากขึ้น และลดการส่งออกลง รวมถึงจับตาการต่อข้อตกลงว่าด้วยการขนส่งกธัญพืช ผ่านช่องทางในพื้นทีทะเลดำระหว่างรัสเซีย และยูเครนว่าจะบรรลุข้อตกลงได้หรือไม่
ส่วนทิศทางของอัตราดอกเบี้ยของไทยนั้น เชื่อว่า ภาพรวมมีโอกาสที่ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายมากกว่าเฟด เพราะปัญหาของไทยตอนนี้ไม่ใช่เพียงสถาการณ์เงินเฟ้อ แค่ยังมีปัญหาเรื่อง ช่องว่างดอกเบี้ยอาร์พีของไทยกับดอกเบี้ยสหรัฐฯที่ห่างกันมาก โดยขณะนี้ไทยดอกเบี้ยไทยอยู่ที่ 2% ต่อปี ขณะที่สหรัฐฯ อยู่ที่ 5.00-5.25% จึงทำให้เห็นค่าเงินบาทอ่อนค่ามากขึ้น เมื่อเทียนกับดอลล่าสหรัฐฯ ซึ่งจะทำให้เกิดภาวะเงินทุนไหลออกจำนวนมาก โดยจะเห็นเงินทุนไหลออกตั้งแต่ตอนนี้เป็นต้นไปเหมือนที่จีนเผชิญอยู่ในขณะนี้ เพราะหากเทียบผลตอบแทนแล้ว สหรัฐฯได้เปรียบไทยทุกประตู ไม่ว่าจะเป็นผลตอบแทนจากพันธบัตร ที่ได้สูงกว่าไทยกว่าเท่าตัว หรือฝากเงินในธนาคารสหรัฐฯ ที่ได้ผลตอบแทนสูงเกือบ 6% ขณะที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ก็มีทิศทางขาขึ้น
“ตลาดคาดการณ์ หากเฟดลดดอกเบี้ยลงมา เชื่อว่าหุ้นสหรัฐจะอยู่ในทิศทางขาขึ้นแน่นอน จะยิ่งดึงดูดเงินทุนจากทั่วโลกวิ่งไปที่นั่น ดังนั้นประเทศไหนที่มีช่องว่างอัตราดอกเบี้ยกับเฟดมากๆ จะสร้างการไหลออกของเงินทุนมากขึ้น อย่างที่จีนเริ่มเจอปัญหาอยู่ในขณะนี้ ต่อไปจะเห็นธนาคารกลางหลายประเทศขึ้นดอกเบี้ย ไม่ใช่เพราะแก้ปัญหาเงินเฟ้อ แต่เป็นการแก้ปัญหาเงินทุนไหลออก หากไม่รีบขึ้น ไม่ทำให้ช่องว่างอัตราดอกเบี้ยแคบลง ยิ่งเร่งให้เกิดเงินไหลออกไปสหรัฐฯ รวมถึงไหลไปตลาดหุ้นญี่ปุ่นมากขึ้นด้วย เพราะตลาดเงินสองประเทศนี้เชื่อโยงกันอย่างใกล้ชิดแล้ว” รศ.ดร.สมภพกล่าว
ด้าน ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้อำนวยการ โครงการ TDRI Economic Intelligence Service (EIS) กล่าวว่า เฟดส่งสัญญาณว่า วัฏจักรอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นในปัจจุบันจะสิ้นสุดลงในเร็วๆ นี้ โดยธนาคารโลกคาดว่าในปี 2566 จีดีพี สหรัฐฯ จะอยู่ที่ 1.1% เทียบกับปี 2565 ซึ่งอยู่ที่ 2.1% ด้านสหภาพยุโรปคาดว่า ปีนี้ จีดีพี จะขยายตัว 0.4% ในขณะที่ปี 2565 อยู่ที่ 3.5% และในสหภาพยุโรปมีแนวโน้มที่จะคงดอกเบี้ยในอัตราที่สูง เนื่องจากแรงกดดันด้านเงินเฟ้อยังคงขยายวงกว้าง สำหรับความเสี่ยงในภาคการเงินและอสังหาริมทรัพย์ยังคงต่ำกว่าในสหรัฐอเมริกา ส่วนอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยคาดว่าจะขยับขึ้นไปอยู่ในกรอบที่ 2.25% - 2.5% ในสิ้นปี 2566







