posttoday
คัท แอนด์ เพสต์ เปิดประตูซีจีไทยสู่เวทีโลก

คัท แอนด์ เพสต์ เปิดประตูซีจีไทยสู่เวทีโลก

21 มกราคม 2553

เมื่อพูดถึงงาน “คัท แอนด์ เพสต์” รับประกันได้ว่ารู้จักกันในวงจำกัดแน่นอน แต่บอกได้ว่า นี่คือโอกาสครั้งสำคัญของวงการคอมพิวเตอร์ กราฟิก (ซีจี) และดิจิทัลดีไซเนอร์ไทย...

เมื่อพูดถึงงาน “คัท แอนด์ เพสต์” รับประกันได้ว่ารู้จักกันในวงจำกัดแน่นอน แต่บอกได้ว่า นี่คือโอกาสครั้งสำคัญของวงการคอมพิวเตอร์ กราฟิก (ซีจี) และดิจิทัลดีไซเนอร์ไทย...

โดย...พรหมเมศร์ ศิริสุขวัฒนานนท์

เมื่อพูดถึงงาน “คัท แอนด์ เพสต์” รับประกันได้ว่ารู้จักกันในวงจำกัดแน่นอน แต่บอกได้ว่า นี่คือโอกาสครั้งสำคัญของวงการคอมพิวเตอร์ กราฟิก (ซีจี) และดิจิทัลดีไซเนอร์ไทย ที่จะเปิดประตูออกไปสู่อุตสาหกรรมโลก เพราะนี่คือเวทีการแข่งขันการทำซีจีแบบสดๆ ในเวลาที่จำกัด ประชันฝีมือกันทั้งแนวคิด การสร้างสรรค์ เทคนิคส่วนตัวและฝีมือในการผลิตงาน และครั้งนี้ประเทศไทยสามารถดึงงานในลักษณะการทดลองแข่งขันมาจัดได้ เป็นครั้งแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งที่ มาเลเซียและสิงคโปร์ พยายามจะจัดหลายครั้งแล้ว แต่ไม่ได้รับเลือก

อรรถกร อินทกรณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท คอมพิวเตอร์ กราฟฟิก พลัส จำกัด ผู้ที่ดึงงานมาจัดที่ประเทศไทย กล่าวว่า คัท แอนด์ เพสต์ มีจัดขึ้น 16 ประเทศทั่วโลก ในแต่ละปี มีหลายประเทศที่อยากจะเข้าไปเป็นหนึ่งในสนามการแข่งขัน แต่ไม่ได้รับเลือกเพราะปัจจัยที่จะจัดการแข่งขันได้มีหลายส่วน อันดับแรก ประเทศนั้นต้องมีดิจิทัลดีไซเนอร์ที่มีคุณภาพจริงๆ และมีจำนวนมากพอสมควรที่จะจัดการแข่งขันได้ ต่อมาภาครัฐและเอกชนต้องสนับสนุน ซึ่งคราวนี้ทางสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ หรือซิป้า เข้ามาช่วยเหลือด้วย รวมถึงเอกชนอีกหลายราย เช่น บริษัท ฮิวเลตต์-แพ็คการ์ด ประเทศไทย

นั่นคือปัจจัยหลักที่ทำให้ไทย ได้ทดลองจัดการแข่งขันเป็นครั้งแรก และมีโอกาสก้าวขึ้นเป็นสนามการแข่งขันแห่งที่ 17 ของโลก แต่ปัจจัยสุดท้ายคือ ต้องมีคนสนใจด้วย ซึ่งการทดลองจัดงานเกิดขึ้นไปเมื่อวันที่ 16 ม.ค. ที่ผ่านมา มีคนมาร่วมงานประมาณ 300 คน ถือว่าสอบผ่านได้อย่างน่าพอใจ เหลือเพียงทาง คัท แอนด์ เพสต์ จะพิจารณาบรรจุประเทศไทยเข้าไปร่วมเป็นหนึ่งในแลนด์มาร์คเมื่อไรเท่านั้น

ส่วนของการแข่งขัน แบ่งเป็น 2 ประเภทคือ งาน2มิติและ งาน3มิติ ระบบแข่งขันง่ายมาก คือ มีการอ่านโจทย์ที่ผู้เข้าแข่งขันต้องทำ จากนั้นก็เริ่มแข่งขันทันที ภายในเวลาประมาณ 15-20 นาที แสดงว่าจากปกติ คนทำอาจจะมีความเป็น “อาร์ท” สูงมาก ต้องใช้เวลาทั้งคืนในการตกผลึกทางความคิดก่อนจะผลิตงานออกมา

แต่ครั้งนี้ไม่ใช่ เมื่อได้รับโจทย์ คุณมีเวลาเพียง 20 นาทีเป็นอย่างมาก ในการตีความ กรองความคิด และใช้เทคนิคทั้งหมดที่มี สร้างสรรค์งานออกมาให้ทัน เพื่อแสดงออกถึงความเป็นมืออาชีพอย่างแท้จริง บอกได้คำเดียวว่า ทุกวินาทีมีค่า และบีบหัวใจกันสุดๆ

ขจร พีรกิจ ผู้ที่ได้รับแต่งตั้งจาก อโดบี ยูสเซอร์กรุ๊ป ในสหรัฐอเมริกา ให้ทดสอบโปรแกรมของอโดบีก่อนวางตลาด กล่าวว่า แนวคิดของคนไทยดี แต่ขาดแคลนเทคนิคและการใช้เครื่องมือ ทำให้เสียเวลาไปกับการทำงานมากกว่าปกติ เมื่อรู้จุดอ่อนแล้ว ต่อไปก็ต้องเร่งพัฒนามากขึ้น

ขณะที่ สุภณวิชญ์ สมสมาน ดิจิทัลดีไซเนอร์ไทย ที่ทำงานคอมพิวเตอร์กราฟิกและแอนิเมชั่นให้กับหนังฮอลลีวู้ด เช่น การ์ฟิลด์ และสกูปี้-ดู หนึ่งในกรรมการการแข่งขันครั้งนี้ กล่าวว่า ส่วนตัวยังน่าผิดหวังอยู่บ้าง ผู้เข้าแข่งทุกคนพอได้รับโจทย์ก็จะเร่งมือทำทันที โดยไม่ได้คิดไตร่ตรองให้ดีซะก่อน ทำให้ได้ผลงานที่ไม่ชัดเจน แต่ในทางตรงข้าม นี่คือจุดเริ่มต้นที่ดี ที่จะเรียนรู้และเติบโต

การทำงานซีจี สามารถสร้างเงินได้มหาศาล การรับเอาท์ซอร์สงานจากต่างประเทศ ยิ่งเศรษฐกิจมีปัญหา บริษัทต่างๆ จะมองหางานคุณภาพที่ต้นทุนต่ำลง ซึ่งก็คือที่นี่ ถ้าเราทำให้ต่างประเทศรับรู้ฝีมือของเราได้ งานจะไหลมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนักออกแบบด้านนี้ ถ้าพัฒนาฝีมือให้สามารถรับงานต่างประเทศได้ การทำเงินหลักล้านบาทต่อปี ไม่ใช่เรื่องยากเลย และถ้ามีนักพัฒนาเป็นพันคนจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้อีกมาก ยิ่งถ้าประเทศไทยจะมุ่งไปสู่เศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์แล้ว นี่คือเครื่องมือตัวสำคัญ

ในการแข่งขันออกแบบ 2มิติ ผู้ชนะคือ ทศพร กลั่นแก้ว หรือ ดั้ม สแปงกี้ ส่วนผู้ชนะงาน3มิติ คือสุชาติ ยะขำ แต่ถ้ามองกันจริงๆ แล้วการชนะครั้งนี้อาจจะยังไม่ใช่เป้าหมาย เพราะนี่เป็นเพียงบททดสอบเท่านั้น สนามจริงยังรออยู่ งานด้านซีจีทุกวันนี้สามารถสร้างรายได้ระดับพันล้านบาทเข้าประเทศได้ และถ้าสนับสนุนกันให้ดี สามารถเพิ่มเป็นหลักหมื่นล้านบาทได้ไม่ยากนัก

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน