
ธปท.เตือนนักลงทุนระวังค่าบาทผันผวนมากขึ้น
ธปท.เตือนนักลงทุนที่เกี่ยวข้องค่าเงินระวังความเสี่ยง หลังค่าเงินบาทปีนี้มีโอกาสผันผวนมากกว่าปีที่ผ่านมา ระบุเงินทุนไหลเข้าไทยยังมากกว่าไหลออก
ธปท.เตือนนักลงทุนที่เกี่ยวข้องค่าเงินระวังความเสี่ยง หลังค่าเงินบาทปีนี้มีโอกาสผันผวนมากกว่าปีที่ผ่านมา ระบุเงินทุนไหลเข้าไทยยังมากกว่าไหลออก
น.ส.วงษ์วธู โพธิรัชต์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายตลาดการเงินและบริหารเงินสำรอง ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) กล่าวว่า ตั้งแต่ต้นปี 2554 ที่ผ่านมา ค่าเงินสกุลภูมิภาค รวมทั้งเงินบาทเคลื่อนไหวผันผวนมากขึ้น โดยเงินบาทแข็งค่าขึ้นในช่วง 2 วันแรก หลังเปิดทำการเมื่อวันที่ 4 ม.ค.โดยเงินบาทแข็งค่าขึ้นไปแตะระดับ 30.03 บาทต่อเหรียญสหรัฐ เพราะยังมีเงินทุนไหลเข้าในตลาดพันธบัตรและตลาดหลักทรัพย์ของไทย แต่ในวันที่ 10ม.ค.ค่าเงินบาทกลับปรับอ่อนค่าลงมาแต่ระดับ 30.82 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ส่วนหนึ่งเพราะเงินเหรียญสหรัฐปรับแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับทุกสกุล และตลาดกังวลกับปัญหาหนี้ยุโรปอีกครั้ง ทำให้ภาวะอุปสงค์และอุปทานของเงินเหรียญสหรัฐต่อเงินบาทเปลี่ยนแปลงค่อนข้างเร็ว
“ภาวะเหล่านี้ ชี้ว่ามีโอกาสที่ความเชื่อถือค่าเงินบาทในช่วงต่อไปสามารถเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็วขึ้น และเงินบาทอาจเคลื่อนไหวอย่างไม่มีทิศทาง เราคงไม่เห็นเงินบาทมีแนวโน้มแข็งตลอดเหมือนปี 53 ที่ผ่าน แต่ปีนี้จะเห็นค่าเงินบาทเคลื่อนไหว 2 ทิศทางมากขึ้นตามปัจจัยที่เข้ามา เป็นไปได้ทั้งแข็งค่าขึ้นและอ่อนค่าลง ดังนั้น ในระยะต่อไปผู้เกี่ยวข้องกับการทำธุรรมเงินตราต่างประเทศ ทั้งส่งออก และนำเข้า ผู้กู้ และผู้ลงทุน ควรมีการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนให้มากขึ้น” น.ส.วงษ์วธูกล่าว
ทั้งนี้ ปี 2553 ที่ผ่านมา ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น 10.6% โดยแข็งค่าจากการส่งออกที่เข้มแข็งทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลเป็นสำคัญ ซึ่งการแข็งค่าเป็นไปในทิสทงเดียวกับสกุลในภูมิภาค สำหรับล่าสุดวันที่ 13ม.ค.ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ 30.43 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ซึ่งผันผวนมากขึ้นช่วงเช้าดูแข็งแต่ระหว่างวันดูอ่อนค่าลง
น.ส.วงษ์วธู กล่าวว่า แม้ไทยจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% เป็น 2.25% แต่ก็ไม่ได้เป็นปัจจัยสำคัญทำให้เงินทุนไหลเข้าไทยมากขึ้นจนผิดปกติแต่อย่างใด ซึ่งในปีนี้ตั้งแต่เปิดทำการวันที่ 4-12 ม.ค.ที่ผ่านมาเงินทุนยังไหลเข้าสุทธิ โดยไหลเข้ามาในตลาดพันธบัตรภาครัฐ 6.08 หมื่นล้านบาท ส่วนในตลาดหลักทรัพย์มีการไหลออกแล้ว 8,700 ล้านบาท อย่างไรก็ตามเงินทุนมีการเคลื่อนย้ายเป็น 2 ทิศทางมากขึ้น







