
ดัชนีความเชื่อมั่นฯเดือนธ.ค.ปรับตัวดีขึ้นที่ระดับ80.8
ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคประจำเดือนธ.ค.เพิ่มขึ้นเล็กน้อยอยู่ที่ระดับ 80.8 เพราะรัฐบาลช่วยตรึงราคาน้ำมันดีเซล การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ และราคาสินค้าเกษตรพุ่งสูง
ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคประจำเดือนธ.ค.เพิ่มขึ้นเล็กน้อยอยู่ที่ระดับ 80.8 เพราะรัฐบาลช่วยตรึงราคาน้ำมันดีเซล การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ และราคาสินค้าเกษตรพุ่งสูง
นางเสาวนีย์ ไทยรุ่งโรจน์ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคประจำเดือนธ.ค. 2553 พบว่า ค่าดัชนีฯ อยู่ที่ระดับ 80.8 ในเดือนธ.ค. 2553 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 79.0 ในเดือนพ.ย. ซึ่งเป็นการปรับตัวดีขึ้นครั้งแรกในรอบ 3 เดือน เนื่องจากการตรึงราคาน้ำมันดีเซลไม่ให้เกินลิตรละ 30 บาท ค่าแรงที่เพิ่มขึ้น และราคาสินค้าเกษตรอยู่ในระดับสูง เป็นตัวช่วยฉุดค่าดัชนีความเชื่อมั่นฯ ให้ปรับตัวสูงขึ้น แต่ค่าดัชนีฯยังคงอยู่ในระดับต่ำกว่า 100 แสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคยังไม่มั่นใจในสถานการณ์ต่างๆ อยู่ โดยเฉพาะความกังวลต่อความไม่แน่นอนทางการเมืองและภาวะเศรษฐกิจโลก
อย่างไรก็ตาม จากสัญญาณการฟื้นตัวของความเชื่อมั่นฯ สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคจะเริ่มกลับมาบริโภคมากขึ้นในระยะเวลาอันใกล้ หากสถานการณ์ที่เป็นปัจจัยลบคลี่คลายลง โดยเฉพาะปัญหาน้ำท่วม และการแข็งค่าที่รวดเร็วของเงินบาท
ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นฯ ผู้บริโภคในอนาคต (ในระยะ 6 เดือนข้างหน้า) ก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 84.2 ในเดือนพ.ย. ขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 86.3 ในเดือนธ.ค. เช่นเดียวกัน
นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจในเดือนธ.ค. ค่อนข้างคึกคัก และจะขยายตัวต่อเนื่องไปถึงไตรมาส 1 และไตรมาส 2 ของปี 2554 ถ้าไม่มีเหตุการณ์ที่เป็นปัจจัยลบเข้ามาแทรก โดยคาดว่าในปี 2554 ดัชนีความเชื่อมั่นฯ จะอยู่ในทิศทางขาขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้เศรษฐกิจของประเทศ (จีดีพี) ขยายตัวได้ในระดับ 4.2-4.5%
ทั้งนี้ เป็นผลจากจากการปรับขึ้นของค่าแรงขั้นต่ำ จะทำให้มีเงินหมุนเวียนในระบบมากขึ้น 1.5-2 หมื่นล้านบาท ส่งผลต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจประมาณ 0.1-0.15% สะท้อนได้จากดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต ที่เพิ่มขึ้นสูงอยู่ที่ระดับ 98.7 และมีแนวโน้มที่จะใกล้ 100 ได้ภายใน 1-2 เดือน
มาตรการประชาภิวัฒน์ 9 ข้อ ถ้ามีผลปฏิบัติได้ภายใน 6 เดือน จะช่วยให้มีเงินหมุนเวียน 1.5-2 หมื่นล้านบาท มีผลต่อเศรษฐกิจประมาณ 0.1-0.15% และราคาสินค้าเกษตรที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จะกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจประมาณ 0.3% จึงทำให้จีดีพีมีโอกาสที่จะเกิน 4.5% ได้
สำหรับปัจจัยที่ต้องจับตามอง ได้แก่ ภาวะเศรษฐกิจยุโรป ที่ยังอยู่ในภาวะเปราะบางมาก และอาจฉุดเศรษฐกิจโลกได้ในช่วงไตรมาส 1 ราคาพลังงาน ที่น่าจะขยับตัวสูงขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 95 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล แต่รัฐบาลพยามตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ จะทำให้กระทบต่อเศรษฐกิจน้อยลง
ค่าเงินบาทที่แข็งค่าในปีนี้ ถ้ามีเสถียรภาพ ไม่และแข็งเกิน 30 บาทต่อเหรียญสหรัฐ จะเป็นผลดีต่อการส่งออกและการท่องเที่ยว และช่วยกระจายรายได้ให้ประชาชนในทุกพื้นที่ อีกทั้งภัยธรรมชาติ ที่ทำให้ราคาพืชผลทางการเกษตร เช่น ข้าว ยางพารา ปาล์ม อ้อย และข้าวโพด มีราคาสูงขึ้น ช่วยหนุนกำลังซื้อให้ประชาชน







