posttoday
ดัชนีความเชื่อมั่นฯเดือนธ.ค.ปรับตัวดีขึ้นที่ระดับ80.8

ดัชนีความเชื่อมั่นฯเดือนธ.ค.ปรับตัวดีขึ้นที่ระดับ80.8

13 มกราคม 2554

ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคประจำเดือนธ.ค.เพิ่มขึ้นเล็กน้อยอยู่ที่ระดับ 80.8 เพราะรัฐบาลช่วยตรึงราคาน้ำมันดีเซล การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ และราคาสินค้าเกษตรพุ่งสูง

ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคประจำเดือนธ.ค.เพิ่มขึ้นเล็กน้อยอยู่ที่ระดับ 80.8 เพราะรัฐบาลช่วยตรึงราคาน้ำมันดีเซล การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ และราคาสินค้าเกษตรพุ่งสูง

นางเสาวนีย์ ไทยรุ่งโรจน์ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคประจำเดือนธ.ค. 2553 พบว่า ค่าดัชนีฯ อยู่ที่ระดับ 80.8 ในเดือนธ.ค. 2553 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 79.0 ในเดือนพ.ย. ซึ่งเป็นการปรับตัวดีขึ้นครั้งแรกในรอบ 3 เดือน เนื่องจากการตรึงราคาน้ำมันดีเซลไม่ให้เกินลิตรละ 30 บาท ค่าแรงที่เพิ่มขึ้น และราคาสินค้าเกษตรอยู่ในระดับสูง เป็นตัวช่วยฉุดค่าดัชนีความเชื่อมั่นฯ ให้ปรับตัวสูงขึ้น แต่ค่าดัชนีฯยังคงอยู่ในระดับต่ำกว่า 100 แสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคยังไม่มั่นใจในสถานการณ์ต่างๆ อยู่ โดยเฉพาะความกังวลต่อความไม่แน่นอนทางการเมืองและภาวะเศรษฐกิจโลก

อย่างไรก็ตาม จากสัญญาณการฟื้นตัวของความเชื่อมั่นฯ สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคจะเริ่มกลับมาบริโภคมากขึ้นในระยะเวลาอันใกล้ หากสถานการณ์ที่เป็นปัจจัยลบคลี่คลายลง โดยเฉพาะปัญหาน้ำท่วม และการแข็งค่าที่รวดเร็วของเงินบาท

ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นฯ ผู้บริโภคในอนาคต (ในระยะ 6 เดือนข้างหน้า) ก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 84.2 ในเดือนพ.ย. ขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 86.3 ในเดือนธ.ค. เช่นเดียวกัน

นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจในเดือนธ.ค. ค่อนข้างคึกคัก และจะขยายตัวต่อเนื่องไปถึงไตรมาส 1 และไตรมาส 2 ของปี 2554 ถ้าไม่มีเหตุการณ์ที่เป็นปัจจัยลบเข้ามาแทรก โดยคาดว่าในปี 2554 ดัชนีความเชื่อมั่นฯ จะอยู่ในทิศทางขาขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้เศรษฐกิจของประเทศ (จีดีพี) ขยายตัวได้ในระดับ 4.2-4.5% 

ทั้งนี้ เป็นผลจากจากการปรับขึ้นของค่าแรงขั้นต่ำ จะทำให้มีเงินหมุนเวียนในระบบมากขึ้น 1.5-2 หมื่นล้านบาท ส่งผลต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจประมาณ 0.1-0.15% สะท้อนได้จากดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต ที่เพิ่มขึ้นสูงอยู่ที่ระดับ 98.7 และมีแนวโน้มที่จะใกล้ 100 ได้ภายใน 1-2 เดือน

มาตรการประชาภิวัฒน์ 9 ข้อ ถ้ามีผลปฏิบัติได้ภายใน 6 เดือน จะช่วยให้มีเงินหมุนเวียน 1.5-2 หมื่นล้านบาท มีผลต่อเศรษฐกิจประมาณ 0.1-0.15% และราคาสินค้าเกษตรที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จะกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจประมาณ 0.3% จึงทำให้จีดีพีมีโอกาสที่จะเกิน 4.5% ได้

สำหรับปัจจัยที่ต้องจับตามอง ได้แก่ ภาวะเศรษฐกิจยุโรป ที่ยังอยู่ในภาวะเปราะบางมาก และอาจฉุดเศรษฐกิจโลกได้ในช่วงไตรมาส 1 ราคาพลังงาน ที่น่าจะขยับตัวสูงขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 95 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล แต่รัฐบาลพยามตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ จะทำให้กระทบต่อเศรษฐกิจน้อยลง

ค่าเงินบาทที่แข็งค่าในปีนี้ ถ้ามีเสถียรภาพ ไม่และแข็งเกิน 30 บาทต่อเหรียญสหรัฐ จะเป็นผลดีต่อการส่งออกและการท่องเที่ยว และช่วยกระจายรายได้ให้ประชาชนในทุกพื้นที่ อีกทั้งภัยธรรมชาติ ที่ทำให้ราคาพืชผลทางการเกษตร เช่น ข้าว ยางพารา ปาล์ม อ้อย และข้าวโพด มีราคาสูงขึ้น ช่วยหนุนกำลังซื้อให้ประชาชน

 

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน