posttoday
สรุปตัวเลขลงทุนปี'53 ภาพรวมดีกว่าที่คาด

สรุปตัวเลขลงทุนปี'53 ภาพรวมดีกว่าที่คาด

13 มกราคม 2554

ประมวลภาพรวมตัวเลขขอรับส่งเสริมการลงทุนผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ในปี 2553 ที่ผ่านมา ตัวเลขอย่างเป็นทางการมีจำนวนทั้งสิ้น 1,591 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 4.47 แสนล้านบาท โดยโครงการปรับเพิ่มขึ้น 6.8% เมื่อเทียบกับปี 2552 ที่มี 1,489 โครงการ ในขณะที่มูลค่าเงินลงทุนปรับลดลง 29.8% จาก 6.38 แสนล้านบาท ก่อให้เกิดการจ้างงานทั้งสิ้น 1.89 แสนคน

ประเภทกิจการที่นักลงทุนสนใจเข้ามาลงทุนมากที่สุด คือ กิจการบริการและสาธารณูปโภค 432 โครงการ มูลค่า 1.67 แสนล้านบาท ผลิตภัณฑ์โลหะ เครื่องจักร อุปกรณ์ขนส่ง จำนวน 320 โครงการ มูลค่า 6.7 หมื่นล้านบาท เกษตรกรรมและผลิตภัณฑ์จากการเกษตร 267 โครงการ มูลค่า 6.6 หมื่นล้านบาท

ทิศทางของจำนวนโครงการลงทุนที่เพิ่มขึ้น แสดงให้เห็นถึงความสนใจของนักลงทุนที่มีต่อประเทศไทยที่ยังขยายตัว แต่ส่วนใหญ่จะเป็นการลงทุนในกลุ่มกิจการขนาดกลางที่มีมูลค่าเงินลงทุนตั้งแต่ 20500 ล้านบาท มีจำนวนรวมกันถึง 981 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 1.31 แสนล้านบาท

ส่งผลให้มูลค่าการลงทุนไม่สูงขึ้นเหมือนปีที่ผ่านมา เพราะไม่ได้มีโครงการขนาดใหญ่เข้ามามาก มีโครงการที่มีมูลค่ามากกว่า 1,000 ล้านบาท เข้ามาเพียง 74 โครงการ มูลค่าการลงทุน 2.6 แสนล้านบาท ต่ำกว่าปีที่ผ่านมา 93 โครงการ มูลค่า 3.88 ล้านบาท

เมื่อแยกเป็นตัวเลขขอรับส่งเสริมการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) ในปี 2553 มีนักลงทุนต่างชาติเข้ามาขอรับส่งเสริมการลงทุนทั้งสิ้น 865 โครงการ เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 9.8% มูลค่าการลงทุนรวม 2.36 แสนล้านบาท ปรับตัวลดลง 32.7% จาก 3.5 แสนล้านบาท เพราะโครงการลงทุนจากต่างประเทศส่วนใหญ่เป็นโครงการขนาดกลาง

การลงทุนจากกลุ่มนักลงทุนประเทศญี่ปุ่นยังเป็นกลุ่มที่เข้ามาลงทุนสูงสุด และปรับเพิ่มขึ้นทั้งจำนวนโครงการและมูลค่าเงินลงทุน โดยในปี 2553 มีจำนวนโครงการที่ยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนจากประเทศญี่ปุ่นรวม 363 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 1.04 แสนล้านบาท จำนวนโครงการปรับเพิ่ม 36.4% จากปีก่อนที่มี 266 โครงการ ในขณะที่มูลค่าเงินลงทุนปรับเพิ่มขึ้น 34.9% เมื่อเทียบกับปี 2552 ที่มีมูลค่าอยู่ที่ 7.73 หมื่นล้านบาท

กิจการที่นักลงทุนญี่ปุ่นให้ความสนใจเข้ามาลงทุนในประเทศไทยเป็นอันดับแรกๆ เป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์โลหะ เครื่องจักร และอุปกรณ์ขนส่ง 156 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 4.66 หมื่นล้านบาท รองมาเป็นกลุ่มกิจการอิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า 66 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 3.32 หมื่นล้านบาท และผลิตภัณฑ์เคมีภัณฑ์กระดาษและพลาสติก จำนวน 52 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 8,102 ล้านบาท

แม้ในปี 2553 ประเทศไทยจะเผชิญปัญหาทั้งมาบตาพุด วิกฤตการเมือง ปัญหาขาดแคลนแรงงาน แต่จากพื้นฐานทางด้านเศรษฐกิจ และการแก้ปัญหาต่างๆ ผ่านไปได้ด้วยดี จึงช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติ โดยบีโอไอมั่นใจว่าการลงทุนจากญี่ปุ่นในปี 2554 จะยังขยายตัวต่อเนื่องหลังจากทิศทางของการแข็งค่าของเงินเยน ซึ่งประเทศไทยจะยังเป็นประเทศอันดับต้นๆ ของนักลงทุนญี่ปุ่นที่จะตัดสินใจเข้ามาลงทุน หรือขยายฐานการผลิตเพิ่มขึ้น

ประเทศที่เข้ามาลงทุนในไทยรองจากญี่ปุ่น ได้แก่ สิงคโปร์ มีจำนวน 66 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 1.14 หมื่นล้านบาท จีน จำนวน 31 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 1.06 หมื่นล้านบาท สหรัฐอเมริกา จำนวน 42 โครงการ เงินลงทุน 7,325 ล้านบาท และเกาหลีใต้ จำนวน 59 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 5,108 ล้านบาท ตามลำดับ

แนวโน้มการลงทุนในปี 2554 นี้ยังคงต้องจับตามอง เนื่องจากยังมีปัจจัยลบที่จะมีผลกระทบต่อภาคการลงทุนของไทย เช่น การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ยังคงเปราะบาง ปัญหาความขัดแย้งทางสังคม เงินบาทแข็งค่า ทิศทางของอัตราดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เป็นต้น

ดังนั้น กระทรวงอุตสาหกรรมจึงได้มอบให้บีโอไอเร่งจัดกิจกรรมชักจูงการลงทุนเชิงรุกมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศเป้าหมายทั้งกลุ่มนักลงทุนเดิม เช่น ญี่ปุ่น สหรัฐ ยุโรป และนักลงทุนเป้าหมายใหม่ เช่น จีน อินเดีย ซึ่งจะมุ่งเน้นทั้งการส่งเสริมการลงทุน 2 ทาง ทั้งการส่งเสริมการลงทุนของไทยไปลงทุนในต่างประเทศ และการชักจูงการลงทุนจากต่างประเทศมาไทย

ผลที่ออกมาจะราบรื่นได้มากน้อยแค่ไหน คงต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยในเรื่องการเมืองในประเทศด้วย แม้รัฐบาลจะพยายามย้ำว่านักลงทุนโดยมากเข้าใจประเทศไทย แต่ที่แล้วๆ มาพออุณหภูมิการเมืองเดือดเมื่อไหร่ ทุนนอกเป็นชะงักงันก่อนใครเพื่อน ดังนั้นจึงชะล่าใจไม่ได้เด็ดขาด

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน