posttoday
เลิกกลัวเงินเฟ้อ ดอกเบี้ยก็ไม่ขึ้น

เลิกกลัวเงินเฟ้อ ดอกเบี้ยก็ไม่ขึ้น

13 มกราคม 2554

..ทีมข่าวการเงิน

 

การขึ้นดอกเบี้ยของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) อีก 0.25% จาก 2% เป็น 2.25% ไม่ได้เกินความหมายของตลาดที่เดาว่า กนง.จะขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มอีก หากการคาดเดาว่าอัตราเงินเฟ้อจะยังไม่หยุดขยายตัว

จะว่า กนง. ซึ่งเป็นผู้ดูแลนโยบายการเงินของประเทศ ตื่นตูมรีบขึ้นดอกเบี้ยทั้งที่อัตราเงินเฟ้อยังไม่เกินขั้นพื้นฐานก็ไม่ถูกต้อง

ตามนโยบายใช้เงินเฟ้อเป็นเป้าหมายในการดำเนินนโยบายการเงิน หรือ (Inflation Targeting) เครื่องมือที่จะใช้ในการรักษาเสถียรภาพของระดับราคา และนำไปสู่เสถียรภาพของกิจกรรมต่างๆ ของระบบเศรษฐกิจ เช่น กิจกรรมการผลิต กิจกรรมการใช้จ่ายก็คืออัตราดอกเบี้ย

ในปี 2554 นี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้นำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติกรอบเงินเฟ้ออยู่ที่ระดับ 0.53% แต่เมื่อเริ่มต้นปี ราคาสินค้าที่กระทรวงพาณิชย์เคยขอให้อั้นไม่ขึ้นราคาไว้ก่อน ก็เริ่มกลับมาร้องขอขึ้นราคาอีกครั้ง เพราะราคาน้ำมันในตลาดโลกก็ปรับเพิ่มไม่ยอมหยุด ส่งผลให้ต้นทุนดันให้ราคาสินค้าเพิ่มสูงขึ้น

ข่าวการขึ้นราคาสินค้าที่มีทุกวัน ทำให้เกิดจิตวิทยาสะท้อนกลับทำให้ความกลัวจะต้องซื้อของแพงทำให้ประชาชนเริ่มกักตุนสินค้าไว้ก่อน ผสมกับยี่ปั๊วและซาปั๊วก็ผสมโรงกักตุนสินค้าเพื่อแสวงหากำไร ก็เริ่มทำให้คนตระหนกว่าราคาสินค้าจะแพงจนเดือดร้อน

นางอัจนา ไวความดี รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพการเงิน ธปท. กล่าวว่า สิ่งที่ธนาคารกลางหลายประเทศกลัวไม่ใช่เงินเฟ้อที่เกิดจากราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้น แต่สิ่งที่กลัวคือเงินเฟ้อที่เกิดจากการคาดการณ์ หรือ Inflation Expectation เพราะหากคนมองว่าเงินเฟ้อจะขึ้น ของจะแพง ก็จะยิ่งรีบใช้จ่าย ยิ่งเป็นแรงกดดันให้เงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นมาก

นี่เป็นสิ่งที่ ธปท.กลัว ฉะนั้น สิ่งที่ ธปท.ต้องทำคือ ต้องลดการใช้จ่าย ซึ่งก็คือต้องขึ้นดอกเบี้ยเพื่อแสดงให้นักลงทุนเห็นว่าเราให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาเงินเฟ้อ

โดยข้อเท็จจริงเงินเฟ้อของไทยยังไม่ได้สูงจนน่าเป็นห่วง เงินเฟ้อพื้นฐานที่เพิ่มขึ้นเกิดจากราคาสินค้าอาหารสำเร็จรูป น้ำมันปาล์มและมะพร้าวที่ปรับเพิ่มสูงกว่าที่ ธปท.ประเมินไว้

อย่างไรก็ตาม ธปท.คงต้องดูว่าที่เงินเฟ้อพื้นฐานสูงเกินคาดการณ์นั้นจะอยู่แบบนี้นานหรือไม่ และจะสร้างแรงกดดันให้เงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นมาก หรือว่าเป็นภาวะชั่วคราวแล้วปรับตัวลดลง

อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อถกเถียงว่าควรจะพิจารณาอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานหรืออัตราเงินเฟ้อทั่วไป และควรจะพิจารณาอัตราแลกเปลี่ยนด้วยหรือไม่

ผู้ดำเนินนโยบายที่พิจารณาอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานมีความเหมาะสม เนื่องจากได้หักหมวดสินค้าที่ราคามีความผันผวนมากในระยะสั้น เช่น หมวดสินค้าสดและพลังงานออกจากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปและอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานก็ยังสามารถสะท้อนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปประมาณ 80%

ที่สำคัญ หากกำหนดอัตราดอกเบี้ยตามอัตราเงินเฟ้อทั่วไปที่มีความผันผวนสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานก็อาจจะเป็นการส่งสัญญาณที่ผิดต่อตลาดการเงินได้

อย่างไรก็ตาม การพิจารณาอัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีข้อดี คือ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปส่งผลต่อระดับราคาค่าจ้าง ซึ่งเป็นต้นทุนการผลิตและระดับราคาสินค้าที่ผลิตในประเทศ สุดท้ายก็จะส่งผลต่ออัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน ดังนั้น การพิจารณาอัตราเงินเฟ้อทั่วไปก็จะเป็นการดูแลรักษาเสถียรภาพ ระดับราคาค่าจ้าง และระดับราคาสินค้าที่ผลิตในประเทศไปพร้อมกัน

ธปท. มองว่า เงินเฟ้อไม่ว่าจะเกิดจากต้นทุนดัน (Cost Push) หรือเกิดจากความต้องการสินค้าสูงขึ้น หรือ (Demand Pull) ก็สร้างเงินเฟ้ออยู่ดี ทำให้นักลงทุนเกิดความไม่สบายใจ และเศรษฐกิจก็จะเริ่มเกิดปัญหา

นอกจากนี้ ค่าเงินก็มีผลต่ออัตราดอกเบี้ยเช่นกัน แต่ค่าเงินบาทในขณะนี้เริ่มมีแนวโน้มอ่อนค่าลงบ้าง จึงลดแรงกดดันต่อดอกเบี้ย แต่ก็ไปทำให้ราคาน้ำมันสูงขึ้น จึงมีผลต่อดอกเบี้ยอยู่ดี

ทางด้านนักวิเคราะห์มองว่าในปีนี้ดอกเบี้ยนโยบายอาจจะปรับตัวสูงขึ้นได้ถึง 1% ในปีนี้ หากเจอปัญหาผสมกันทั้งค่าเงินและเงินเฟ้อ ผู้ที่จะได้รับผลกระทบแรงก็คือกลุ่มรากหญ้าที่มีรายได้น้อยที่จะเจอผลกระทบทั้งขึ้นทั้งล่อง แม้จะได้ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำก็ตาม แต่ก็เหมือนไม่ได้ช่วยอะไรเลย

“ธปท.ต้องดับผลทางจิตวิทยาเรื่องเงินเฟ้อให้ได้ ไม่เช่นนั้นแรงกดดันดอกเบี้ยก็จะเกิดขึ้นต่อไป” นางอัจนา กล่าว

ก่อนหน้านี้ ธปท.เคยทำผลการวิจัยว่าผู้ที่จะอยู่รอดได้ภายใต้ภาวะเงินเฟ้อที่สูงขึ้นมากก็คือผู้ที่มีรายได้ขั้นต่ำเดือนละ 8,000 บาท หากต่ำกว่านี้จะอยู่ลำบากเพราะรายได้ไม่พอกับค่าใช้จ่าย

ข่าวล่าสุด

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค