จับตา เทคโนโลยี "AI Chatbot" ตัวช่วยธุรกิจรูปแบบใหม่โต้ตอบเป็นภาษาเขียน
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ชี้จากนี้จะเห็น ตลาดและผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ไทย นำเทคโนโลยี AI รูปแบบใหม่โต้ตอบเป็นภาษาเขียน ที่กำลังปรากฏทั่วโลกมาประยุกต์ต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์และบริการเพื่อตอบโจทย์ธุรกิจลูกค้ามากขึ้น
เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ Artificial Intelligence (AI) รูปแบบใหม่ที่โต้ตอบเป็นภาษาเขียน กำลังเป็นปรากฏการณ์ไปทั่วโลก เนื่องจากเป็น AI ที่ผสมผสานระหว่างโมเดลภาษากับระบบการประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่ ทำให้สามารถตอบโต้กับผู้ใช้งานในลักษณะที่เป็นภาษาเขียน เป็นเสมือนผู้ช่วยรวบรวมข้อมูลที่ผู้ใช้ต้องการ ในรูปแบบภาษาที่ง่ายต่อความเข้าใจและการสื่อสาร แตกต่างจาก Search Engine ที่ผู้ใช้ต้องมาเรียบเรียงภาษาเองจากบรรดาข้อมูลที่ได้จากการค้นหา และการคัดเลือกแหล่งข้อมูลต่างๆ มาให้ ตัวอย่างของเทคโนโลยีนี้ ได้แก่ ChatGPT (Chat Generative Pre-trained Transformer) ที่เปิดตัวเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2565, Bard AI ที่เปิดตัวตามมาในเดือนกุมภาพันธ์ 2566 และ Ernie Bot ที่น่าจะเปิดตัวในเดือนมีนาคม 2566 รวมถึงอื่นๆ ที่คงจะถูกพัฒนาตามมาอีก และในอนาคต ประโยชน์ของการใช้งานเทคโนโลยี AI นี้น่าจะขยายขอบเขตไปได้อย่างหลากหลาย หรือเป็นมากกว่าการโต้ตอบกับผู้ใช้งาน เช่น เป็นวิดีโอ เป็น AI ที่สอนทำอาหาร ช่วยแนะนำการลงทุน จัดการเรื่องภาษี การซื้อของ สร้างงานศิลปะ สร้างคอนเทนท์ในรูปแบบต่างๆ ฯลฯ จากกระแสการตอบรับของผู้ใช้งานและความเคลื่อนไหวของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกข้างต้น สะท้อนถึงตลาดการให้บริการทางเทคโนโลยีที่แข่งขันกันสูงมาก และไม่ใช่เพียงแค่การแข่งขันในระดับธุรกิจหรือเกี่ยวพันกับรายได้หลักด้านการโฆษณาเท่านั้น แต่ยังบ่งชี้ถึงการแข่งขันในระดับประเทศระหว่างสหรัฐฯ กับจีนในการแย่งชิงความเป็นผู้นำทางเทคโนโลยีระดับโลกอีกด้วย
นอกเหนือจากประเด็นด้านจริยธรรม และความปลอดภัยของข้อมูล ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มีมุมมองต่อการมาของเทคโนโลยี AI ที่โต้ตอบเป็นภาษาเขียน ดังนี้
ในระดับธุรกิจ ผู้พัฒนาและให้บริการงานด้านซอฟต์แวร์ในไทยมีแนวโน้มนำเทคโนโลยี AI นี้มาต่อยอดและผสมผสานเป็นเครื่องมือช่วยธุรกิจ จริงๆ แล้ว ธุรกิจหรือคนทั่วไปก็สามารถใช้เทคโนโลยี AI ที่โต้ตอบเป็นภาษาเขียนนี้ในงานด้านต่างๆ ได้ด้วยตนเอง เพียงแต่ต้องเรียนรู้และประยุกต์การใช้งานให้เข้ากับสถานการณ์และบริบทที่อาจจะมีความแตกต่างกัน ยกตัวอย่างเช่น เพื่อให้ได้รับคำตอบที่เจาะลึกในรายละเอียด อาจจะต้องตั้งคำถามที่เจาะจงเพราะมิเช่นนั้นจะได้รับคำตอบที่กว้างเกินไป หรือหากต้องการให้ช่วยในระบบงานด้านใด ก็อาจจะต้องขยายความหรือเปลี่ยนคำถามไปหลายๆ ครั้งเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ตรงจุด เป็นต้น
ดังนั้น ในช่วงถัดไป เราน่าจะเห็นตลาดผู้ผลิตและพัฒนาซอฟต์แวร์สำเร็จรูปในไทย นำเทคโนโลยี AI ที่โต้ตอบเป็นภาษาเขียนนี้ มาประยุกต์การใช้งานกับเครื่องมือต่างๆ เพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการในการตอบโจทย์ลูกค้ามากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น การผลิตคอนเทนท์ การวางแผนระบบงาน การออกแบบการทำการตลาด งานขาย งานบัญชี งานติดต่อลูกค้า การบริหารระบบหลังบ้าน เป็นต้น ซึ่งการดำเนินการข้างต้น จะมุ่งเน้นไปที่การเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนการดำเนินการให้กับธุรกิจของลูกค้า ภายใต้การคิดค่าบริการการประยุกต์เครื่องมือดังกล่าวที่ต้องสะท้อนถึงความคุ้มค่าหรือมีค่าใช้จ่ายที่ไม่สูงจนเกินไป ทั้งนี้ ตลาดการจัดทำซอฟต์แวร์สำเร็จรูป (ยกเว้นซอฟต์แวร์เกมสำเร็จรูป) ในไทย ณ ปัจจุบัน มีจำนวนผู้ให้บริการที่เป็นนิติบุคคลดำเนินการอยู่ 2,077 ราย ด้วยรายได้ธุรกิจรวมอยู่ที่ประมาณ 24,457 ล้านบาทในปี 25641
ทั้งนี้ การนำเทคโนโลยี AI ที่โต้ตอบเป็นภาษาเขียนมาใช้ น่าจะช่วยประหยัดเวลาและเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินการของธุรกิจโดยเฉพาะในงานที่ไม่ซับซ้อน อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จหรือความคุ้มค่าต่อการใช้งานเทคโนโลยี AI ที่โต้ตอบเป็นภาษาเขียนนี้ สำหรับธุรกิจที่ต้องการใช้งานเองหรือใช้งานผ่านเครื่องมือที่ถูกพัฒนาโดยผู้จัดทำซอฟต์แวร์สำเร็จรูป จะยังขึ้นอยู่กับหลายเงื่อนไข ทั้งปัจจัยภายใน เช่น การเปรียบเทียบข้อดีด้านประสิทธิภาพและต้นทุนค่าใช้จ่าย กับการจ้างแรงงานหรือการลงทุนในเครื่องมืออื่นๆ รวมถึงปัจจัยภายนอก อาทิ พฤติกรรมของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วและซับซ้อน กฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและสังคม เป็นต้น ตลอดจนความก้าวหน้าของการพัฒนาเทคโนโลยี AI ในระดับโลกที่คงจะไม่หยุดนิ่ง ดังนั้น จึงยังต้องจับตาว่าเทคโนโลยี AI นี้ จะสามารถเปลี่ยนโฉมหน้าสาขางานในแขนงต่างๆ ในไทยไปอย่างไร มากน้อยหรือรวดเร็วเพียงใดหลังจากนี้
แม้อาจจะยังเร็วไปที่จะสรุปถึงผลกระทบต่อธุรกิจได้อย่างชัดเจน แต่ในระดับเศรษฐกิจของประเทศ ปฏิเสธไม่ได้ว่า เทคโนโลยี AI ที่โต้ตอบเป็นภาษาเขียนนี้ นับเป็นเครื่องมือหนึ่งที่อาจช่วยยกระดับความสามารถในการแข่งขันให้กับภาคธุรกิจ ช่วยลดความเหลื่อมล้ำหรือแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน โดยเฉพาะเมื่อไทยกำลังจะมีจำนวนประชากรลดลงและเป็นสังคมสูงอายุเต็มรูปแบบ ขณะเดียวกัน ในด้านผลกระทบนั้น การใช้งานเทคโนโลยีนี้ อาจจะเข้ามาแทนที่ตำแหน่งงานในด้านต่างๆ กระทบหลายๆ ธุรกิจให้ถูกดิสรัป และอาจมีผลตามมาต่อเศรษฐกิจและสังคมได้เช่นกัน
เพื่อที่จะรับมือกับโอกาสและความท้าทายเฉพาะหน้า ทุกภาคส่วนจึงควรเร่งปรับตัวให้เท่าทัน โดยสนับสนุนให้มีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีนี้อย่างเหมาะสมและสอดคล้องไปกับบริบททางเศรษฐกิจและกฎหมายของประเทศ ควบคู่ไปกับการหาแนวทางดูแลผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อแรงงานและธุรกิจที่อาจถูกดิสรัป ในขณะเดียวกัน การยกเครื่องระบบการศึกษา และการพัฒนาทักษะแรงงานของคนในประเทศ ให้สอดรับไปกับตำแหน่งงานที่กำลังจะเปลี่ยนแปลงไปในอนาคตจากหลายๆ ปัจจัย คงเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการตั้งแต่บัดนี้แล้ว


