posttoday
"จุรินทร์" ชี้ ส่งออกปี 65 มีลุ้นแตะ 10 ลลบ. เร่งทำ FTA  สร้างแต้มต่อให้ประเทศ

"จุรินทร์" ชี้ ส่งออกปี 65 มีลุ้นแตะ 10 ลลบ. เร่งทำ FTA สร้างแต้มต่อให้ประเทศ

23 มกราคม 2566

“จุรินทร์” มอบวุฒิบัตรผู้สำเร็จหลักสูตร TEPCot ย้ำให้ความสำคัญทำงานร่วมภาคเอกชนขับเคลื่อนศก. ชี้ส่งออกปี 65 มีลุ้นทำได้ 10 ล้านล้านบาท เผยเตรียมเดินทางไป UAE 6-8 ก.พ.นี้ เพื่อตั้งสภาความร่วมมือเอกชน 2 ประเทศ เร่งทำ FTA สร้างแต้มต่อให้ประเทศ

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในพิธีมอบวุฒิบัตรแก่ผู้สำเร็จหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงด้านการค้าและการพาณิชย์ TEPCoT (Top Executive Program in Commerce and Trade)รุ่นที่ 13 และรุ่นที่ ณ  สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์

 

นายจุรินทร์ กล่าวว่า หลักสูตรนี้เกิดจากความร่วมมือของหลายส่วน เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์หลักสูตรสร้างบุคลากรชั้นนำของประเทศ ให้มีวิสัยทัศน์ สามารถวางกลยุทธ์ เพื่อวางตำแหน่งของประเทศในการแข่งขันทางการค้าในเวทีโลก และเสริมสร้างความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจไทยให้เจริญก้าวหน้าเท่าทันสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผู้รับวุฒิบัตรวันนี้มี 2 รุ่น คือรุ่นที่ 13 และ 14  

 

ตั้งแต่ตนมาทำหน้าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ตนให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการทำงานร่วมกันกับภาคเอกชน เอกชนจะเป็นกลไกสำคัญร่วมมือกับภาครัฐขับเคลื่อนเศรษฐกิจการค้าของประเทศไปสู่เป้าหมายแห่งความสำเร็จได้ กรอ.พาณิชย์จึงเกิดขึ้นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ตั้งแต่ที่ตนมารับหน้าที่ ร่วมมือกันแก้ปัญหาเศรษฐกิจ การค้า การลงทุนและอื่นๆให้ทุกฝ่ายจับมือกันแก้ปัญหาให้สำเร็จ

 

ช่วง 4 ปีที่ผ่านมา การแก้ปัญหาการค้า จึงเดินหน้าไปได้อย่างรวดเร็ว และแก้ปัญหาอุปสรรคได้เยอะ ตัวเลขการส่งออกเป็นบวกเพียงไม่กี่ประเทศจากสถานนะการณ์วิกฤตที่เกิดขึ้น ปี 64 ทำได้ 8.5 ล้านล้านบาท แต่ปี 65 ตนเชื่อว่าจะทำได้เกือบ 10 ล้านล้านบาท  หลายท่านมีส่วนสำคัญในการสร้างเงินสร้างอนาคตให้กับประเทศไทยของเรา และประเทศไทยต้องให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจแบบยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องซอฟพาวเวอร์ท่องเที่ยว อุตสาหกรรมการเกษตร เวลเนสและสังคมผู้สูงอายุ ทั้งหมดต้องเดินหน้าไปสู่ความยั่งยืนเป็นข้อสรุปที่ถูกต้องที่สุด เป็นสิ่งที่ประเทศไทยต้องทำ และที่สำคัญคือสิ่งที่โลกต้องการ สุดท้ายเราก็ต้องทำเพราะกลายเป็นกติกาโลก 

 

ทั้งนี้ นายจุรินทร์ ชี้ภาคธุรกิจต้องเผชิญปัญหา 3 ด้าน ปัญหาความขัดแย้งโลก ความยั่งยืนเรื่องสิ่งแวดล้อม และปัญหาเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ทั้งวันนี้ และอนาคตอันใกล้เรากำลังต้องเผชิญกับอย่างน้อย 3 ปัญหา ในฐานะคนทำการค้า 

 

1. ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์หรือปัญหาความขัดแย้งของโลก จับขั้ว แบ่งข้าง เอาเศรษฐกิจค้ามัดรวมกับการเมือง และมีการบังคับเลือกข้าง 3-4 กลไกใหญ่ เช่น 1)RCEP ที่จีนเป็นพี่ใหญ่ ซึ่งสำเร็จมีผลบังคับใช้แล้ว 2)อินโดแปซิฟิกที่สหรัฐฯกำลังเป็นหัวเรือรวบรวมสมาชิก  จุดยืนประเทศไทยเราต้องเลือกอาเซียน จับมือกับประเทศสมาชิกให้เราตัวโตขึ้น เป็นยุทธศาสตร์ที่ประเทศไทยต้องยืน 3)เอเปค มีทั้งจีน สหรัฐฯ อนาคตจะพัฒนาเป็น FTA มี GDP 2 ใน 3 ของโลก ถ้าเจรจาสำเร็จแต่คงอีกยาวนานพอสมควร

 

 2.ความยั่งยืน แปลความหมายได้สองอย่าง 1)ทางบวก คือสิ่งแวดล้อมและอื่นๆและ 2)ทางลบ ในอนาคตจะเป็นเครื่องมือกีดกันทางการค้าของประเทศที่ถูกตราหน้าว่าไม่ไปสู่ความยั่งยืน 

 

3.ปัญหาเศรษฐกิจโลกชะลอตัว เติบโตน้อยลง ปีนี้โต 2.7% ทำการค้าจะลดความคล่องตัว การส่งออกได้รับผลกระทบ ต้องเร่งทะลวงความท้าทาย ภาครัฐต้องจับมือกับภาคเอกชนเดินหน้าต่อไป ปีนี้เราจะบุกตลาดที่มีศักยภาพอย่างน้อย 3 ตลาดที่ยังบวก เช่นตะวันออกกลาง ตนจะเดินทางไปสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) วันที่ 6-8 กุมภาพันธ์ เพื่อตั้งสภาความร่วมมือเอกชน 2 ประเทศ และจะไปเซ็น MoU กับบริษัทโลจิสติกส์ทางเรือยักษ์ใหญ่ที่สุดของ UAE มีเครือข่าย 40 ท่าเรือทั่วโลก เพื่อสร้างเงินสร้างอนาคตไว้ให้ประเทศ และเร่งทำ FTA สร้างแต้มต่อให้อนาคต 

 

อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ไทยมี  14 FTA กับ 18 ประเทศต้องเร่งเพิ่มโดยเฉพาะกับอียู ติดขัดจากช่วงยึดอำนาจเลิกเจรจา วันนี้เกือบเสร็จเหลือฝ่ายการเมืองแสดงเจตจำนง เพื่อส่งออกสินค้าได้ตลาดใหม่ภาษีเป็นศูนย์ในอนาคต พรุ่งนี้ผมจะไปบรัสเซลล์ เพื่อพบรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีการค้าสหภาพยุโรป จะได้ประชุมหาข้อสรุปนับหนึ่งทางการเมือง ตน หวังว่าไปเที่ยวนี้จะนำความสำเร็จกลับมา ถ้าได้นับหนึ่งเมื่อไหร่

 

เราจะสร้างเงินสร้างอนาคตให้กับประเทศไทยต่อไปผู้สื่อข่าวรายงานว่า TEPCoT เป็นหลักสูตรที่เกิดจากความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงการคลัง กระทรวงมหาดไทย และหอการค้าไทย เปิดการอบรมมาตั้งแต่ปี 2550 ถึงปัจจุบัน โดย TEPCoT เป็นหลักสูตรที่มุ่งสร้างวิสัยทัศน์ที่ได้มาจากการบูรณาการองค์ความรู้ แนวคิด ประสบการณ์ทางการค้า การพาณิชย์ด้านต่าง ๆ และเสริมสร้างเครือข่ายแก่ผู้บริหารระดับสูงขององค์กรภาครัฐและเอกชน ซึ่งจะเป็นผู้นำและพัฒนาเศรษฐกิจและการพาณิชย์ของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต นำพาประเทศไทยสู่การเป็นผู้นำเศรษฐกิจของเอเชียและสามารถแข่งขันได้ อย่างโดดเด่นในเวทีโลก
 

ข่าวล่าสุด

รักชนกชี้ปมเงินบริจาคสุชาดา ไม่ควรนำไปสู่การยุบภูมิใจไทย

รักชนกชี้ปมเงินบริจาคสุชาดา ไม่ควรนำไปสู่การยุบภูมิใจไทย