
ดอกเบี้ยขึ้นเศรษฐกิจโลด
โพสต์ทูเดย์
— ธปท.ส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยนโยบายต่อเนื่อง หลังแรงกดดันเงินเฟ้อปีนี้เพิ่มขึ้นจากทุกทิศทางนางอัจนา ไวความดี รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในหัวข้อ
“Economic Outlook 2011” จัดโดยธนาคารกสิกรไทย ว่า ธปท.จะดูแลนโยบายการเงินหรือการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายไม่ให้กระทบต่อภาคธุรกิจหรือให้ธุรกิจปรับตัวได้ และจะไม่ทำให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจปีนี้สะดุดลงนางอัจนา กล่าวว่า ขณะนี้แรงกดดันเงินเฟ้อมีมากขึ้น จากภาวะเศรษฐกิจ การบริโภคการใช้จ่ายในประเทศ ราคาน้ำมันและราคาสินค้าเกษตรที่สูงขึ้น การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ การปรับขึ้นเงินเดือนข้าราชการและเอกชน รวมถึงดัชนีราคาสินค้าที่มีแนวโน้มจะปรับขึ้นตามต้นทุนการผลิต
“
เราขึ้นดอกเบี้ย 3 ครั้งที่ผ่านมา เป็นเพราะเราเห็นสัญญาณเงินเฟ้อมาตั้งแต่เดือน ส.ค.ปีที่แล้ว” นางอัจนา กล่าวปัจจัยเสี่ยงในประเทศอย่างความรุนแรงจากการเมืองก็อาจจะเกิดขึ้นได้ ไม่สามารถควบคุมได้ นักลงทุนควรมองในระยะยาวว่าถ้าหากเกิดอะไรขึ้น ฐานะในขณะนี้แข็งแรงพอรองรับเหตุการณ์รุนแรงปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ได้หรือไม่ เช่น ถ้าดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไม่เป็นไปตามคาดยังมีกำไรได้หรือไม่ หรือถ้าธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด)อัดฉีด สภาพคล่องอีก กระทั่งเศรษฐกิจสหรัฐฟื้นกลับมาได้ เงินเหรียญสหรัฐกลับมาดี จะมีการรับมืออย่างไร
“
ในภาวะที่เรายังคาดการณ์อะไรไม่ได้ ควรมีการป้องกันตัวเองจากความเสี่ยงให้ดีที่สุด ไม่ว่าอัตราแลกเปลี่ยนที่อาจจะผันผวนมากขึ้นจากภาวะเงินทุนที่อาจจะไหลเข้าออกมากกว่าปีที่ผ่านมา” นางอัจนา กล่าวทั้งนี้ ในการรับมือกับค่าเงินและภาวะเศรษฐกิจโลกยังต้องดูแลใกล้ชิด เพราะภาวะเช่นนี้สหรัฐน่าจะยังทำ QE ต่อไปอีก เงินทุนอาจจะไหลเข้ามาในภูมิภาคเอเชียมาก กว่าปี 2553 ซึ่งไม่ใช่ไหลเข้ามาเพราะส่วนต่างดอกเบี้ยอย่างเดียว แต่เพราะแนวโน้มเศรษฐกิจที่มีโอกาสเติบโต มีการจัดการเศรษฐกิจที่ดี เศรษฐกิจแข็งแกร่งมากกว่า
อย่างไรก็ตาม ไทยก็ถือว่าแข็งแกร่งระดับหนึ่ง เพราะไม่อย่างนั้น เงินทุนคงไหลเข้าฟิลิปปินส์ และใต้หวันที่ดอกเบี้ยสูงมากกว่าไทยแล้ว
ทั้งนี้ ในภาวะที่เงินทุนไหลเข้ากดดันค่าเงินบาท ธปท.ก็จะดูแลไม่ให้ค่าเงินผันผวน ไม่ให้ปรับแข็งค่าเร็ว ไม่ว่าจะค่อยๆอ่อนค่าลง หรือค่อยๆปรับแข็งค่าขึ้น เพื่อให้ภาคเอกชนปรับตัวได้ หรือในกรณีเงินทุนไหลเข้ามาท่วมจริงๆ และเป็นเงินร้อนที่ไม่มีประเทศไหนต้องการ ธปท.ก็อาจจะพิจารณาทำมาตรการดูแลเงินทุนไหลเข้า ควบคู่กับการใช้มาตรการอื่นๆ ให้เหมาะสม
เพราะถึงที่สุดการใช้มาตรการคุมเงินทุนก็ทำได้ในระยะสั้นเท่านั้น ที่สำคัญประโยชน์ที่จะได้และต้นทุนที่ต้องเสียไปยังไม่ชัดเจนว่าจะคุ้มหรือไม่ อีกอย่างเมื่อปี 2549 ไทยก็เคยใช้มาตรการ 30%ซึ่งมีบทเรียนมาแล้ว ในระยะต่อไปจะทำมาตรการคุมเงินทุนไหลเข้าหรือไม่ต้องพิจารณาให้รอบครอบ
นางอัจนา กล่าวว่า ภาวะค่าเงินบาทขณะนี้ปรับอ่อนค่าลง เนื่องจากเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้น จากภาวะเศรษฐกิจสหรัฐที่ปรับดีขึ้น ทำให้สกุลอื่นๆ เยน และยูโร สกุลในภูมิภาค รวมทั้งเงินบาทอ่อนค่าลง และอีกสาเหตุที่เงินบาทอ่อนค่าลงเร็วเพราะนักลงทุนต่างชาติมีการขายหุ้น และพันธบัตร เฉพาะพันธบัตรวันที่ 8 ม.ค.วันเดียวมูลค่าการขายมากถึง 6,000 ล้านบาท ซึ่งธปท.ยังต้องจับตาดูการเคลื่อนไหวเงินบาทใกล้ชิดต่อไป







