
เปิดใจ “พิรงรอง รามสูต” 8 เดือนในซอยสายลม กับโจทย์ใหญ่ที่ต้องเผชิญ
8 เดือน ในการเป็นบอร์ดกสทช.ของ พิรงรอง รามสูต ดูเหมือนจะไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบอย่างที่ตั้งใจไว้ เพราะเมื่อเข้ามารับตำแหน่งในเดือนแรกก็ต้องเผชิญกับดราม่าชุดใหญ่ที่ยากแก่การตัดสินใจให้คล้อยตามกับเสียงข้างมาก ทั้งเรื่องการควบรวมกิจการทรู-ดีแทค และเรื่องบอลโลก
นางสาวพิรงรอง รามสูต กรรมการ (บอร์ด) กิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ด้านกิจการโทรทัศน์ เปิดเผยถึงการทำงานในฐานะบอร์ด กสทช.ช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา ท่ามกลางความขัดแย้งของความเห็น บอร์ดกสทช.ข้างมาก ว่า สิ่งแรกที่เหมือนโดนรับน้องและไม่เข้าใจเลยคือ เรื่องการอุทธรณ์คิดค่าโทรเป็นวินาที ที่ศาลตัดสินให้กสทช.แพ้ และให้กำกับผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่คิดค่าโทรเป็นวินาที
ตนเองเห็นว่าเป็นเรื่องที่ดีต่อประชาชน ไม่ควรอุทธรณ์คำสั่งศาลแต่ต้องแพ้โหวตเพราะบอร์ดกสทช.คนอื่นมีมติให้อุทธรณ์ โดยให้เหตุผลว่าเป็นหน้าที่ที่กสทช.ต้องทำจนกว่าจะสิ้นสุดผลทางกฎหมาย ขณะที่เรื่องอื่น ไม่เห็นบอร์ดกสทช.ทำเช่นเดียวกัน
นอกจากนี้ยังเจอเรื่องใหญ่อีก 2 เรื่อง ที่ตนเองเป็นความเห็นข้างน้อย นั่นคือ เรื่องการควบรวมกิจการระหว่างบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กับ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค ที่ตนเองไม่เห็นด้วย กับ เรื่องการถ่ายทอดการแข่งขันฟุตบอลโลก 2022 ที่ควรให้ประชาชนได้รับชมบนทุกแพลตฟอร์มตามประกาศกสทช.เรื่อง หลักเกณฑ์การเผยแพร่กิจการโทรทัศน์ที่ให้บริการเป็นการทั่วไป (Must Carry) และประกาศ กสทช.เรื่องหลักเกณฑ์รายการโทรทัศน์สำคัญที่ให้เผยแพร่ได้เฉพาะในรายการโทรทัศน์ที่เป็นการทั่วไป (Must Have)
เรื่องนี้ สำนักงานกสทช.ได้ส่งหนังสือแจ้งไปยังการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) แล้วตั้งแต่วันที่ 16 ธ.ค.ที่ผ่านมา ว่าต้องชดเชยความเสียหายมูลค่าเท่าไหร่จากจำนวนเงินที่ได้รับการสนับสนุนไป 600 ล้านบาท อาจไม่ใช่เงินเต็มจำนวน โดยได้มอบหมายให้สำนักงาน กสทช.ตั้งคณะทำงานเพื่อคำนวนความเสียหายดังกล่าว และยืนยันว่า การยกเลิกสัญญากับทรูฯไม่ใช่ทางออกที่กกท.จะไม่ชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้น
***เปิดผลงานเด่นปี 65
นางสาวพิรงรอง กล่าวว่า แม้จะมีเรื่องใหญ่ที่เข้ามาในปี 2565 แต่ในงานด้านกิจการโทรทัศน์ที่ตนเองดูอยู่ก็มีความคืบหน้าหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น ความร่วมมือกับองค์กรวิชาชีพ 3 องค์กร สร้างระบบส่งต่อและติดตามเรื่องร้องเรียนตามมาตรา 39 และมาตรา 40 สำหรับเรื่องที่เข้าข่ายผิดจริยธรรมและเรื่องที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย ผลักดันให้องค์กรวิชาชีพทำหน้าที่กำกับดูแลกันเองภายใต้มาตรฐานจริยธรรม ตามมาตรา 28 (18) แห่ง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ และ มาตรา 39, 40 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบกิจการกระจายเสียง และกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551 ซึ่งเป็นการเพิ่มช่องทางการร้องเรียนให้กับประชาชน ให้สามารถร้องเรียนเนื้อหารายการที่เข้าข่ายละเมิดจริยธรรม
การจัดทำ (ร่าง) ประกาศ กสทช. เรื่อง มาตรการส่งเสริมการรวมกลุ่มของผู้รับใบอนุญาต ผู้ผลิตรายการ และผู้ประกอบวิชาชีพสื่อสารมวลชนที่เกี่ยวกับกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. ..... (ฉบับปี 2565) ซึ่งเป็นไปตาม มาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551
การพิจารณาแนวทางอนุญาตและกำหนดลักษณะการให้บริการโทรทัศน์ ประเภทบริการชุมชน ในพระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ.2551 มีการกำหนดใบอนุญาตสำหรับผู้ประกอบกิจการโทรทัศน์ประเภทบริการชุมชน แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่เกิดขึ้น ทั้งนี้ จะต้องมีการพิจารณาแนวทางอนุญาตและกำหนดลักษณะการให้บริการโทรทัศน์ ประเภทบริการชุมชน ก่อน คาดว่าจะมีการออกใบอนุญาตทดลองประกอบกิจการโทรทัศน์ชุมชนในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2566
การเข้าเยี่ยมและหารือกับผู้ประกอบกิจการโทรทัศน์ดิจิทัล ณ ที่ทำการ จำนวน 8 ราย และผู้ประกอบการเคเบิ้ลทีวี และทีวีดาวเทียม เพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์ ปัญหา และอุปสรรคที่ผู้ประกอบการได้ประสบ เพื่อเป็นข้อมูลในการวางแผนและเตรียมความพร้อมสู่ปี 2572 ซึ่งครบกำหนดสิ้นสุดใบอนุญาต เพื่อให้สอดคล้องกับโลกดิจิทัลที่สื่อจะเข้าไปอยู่บนโลกออนไลน์มากขึ้น ทีวีดิจิทัลถูกแพลตฟอร์มออนไลน์เข้ามาแทนที่
“ส่วนตัวมองว่าเมื่อสิ้นสุดใบอนุญาต ทีวีดิจิทัลจะเหลือน้อยลงและหันไปใช้แพลตฟอร์มออนไลน์ ขณะที่ทรัพยากรคลื่นมีน้อยลง จากการกำหนดแผนคลื่นสำหรับทีวีดิจิทัลของไอทียูลดลง ขณะที่แนวโน้มคนดูต้องการความละเอียดระดับ 4K หากสิ้นสุดใบอนุญาตแล้วไม่ควรมีการจัดสรรแบบประมูลเหมือนครั้งที่ผ่านมา มองว่าอาจจะเป็นลักษณะบิวตี้ คอนเทสต์มากกว่า”
นอกจากนี้ยังมีการปรับปรุงร่างประกาศหลายฉบับ ได้แก่ ประกาศ กสทช.เรื่องหลักเกณฑ์การจัดลำดับบริการโทรทัศน์ (ฉบับที่ 2) ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุม กสทช.ครั้งที่ 35/2565 เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2565 และจะมีการเปิดรับฟังความคิดเห็นในช่วงเดือนมกราคม 2566 และได้อยู่ในระหว่างการจัดทำร่างประกาศการนับระยะเวลาการโฆษณาและโฆษณาแฝง
***เร่งส่งเสริมคอนเท็นต์ทีวีไทยโกอินเตอร์
สำหรับแผนสำคัญในปี 2566 นางสาวพิรงรอง กล่าวว่า จะมีการจัดทำร่างประกาศที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมและการพัฒนากิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ตาม มาตรา 52 พ.ร.บ.การประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551 “ในกรณีที่คณะกรรมการเห็นว่ารายการใดเป็นประโยชน์ต่อสังคมหรือสมควรส่งเสริมให้มีการผลิตรายการ หรือผู้ประกอบการรายใดปฏิบัติตามมาตรการในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิของคนพิการและคนด้อยโอกาสตามมาตรา 36 คณะกรรมการอาจพิจารณาให้การสนับสนุนค่าใช้จ่ายจากกองทุนได้ตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการประกาศกำหนด”
เบื้องต้น ได้กำหนดเกณฑ์สำหรับสนับสนุนโดยให้ความสำคัญเป็นลำดับแรกสำหรับรายการที่มีเนื้อหาใน 3 ลักษณะ ได้แก่ 1.รายการเพื่อเด็กและเยาวชน 2.รายการที่ส่งเสริมความหลากหลายในมิติต่างๆ และ 3. รายการที่มีศักยภาพในการผลิตร่วมกับผู้มีชื่อเสียงในระดับนานาชาติ คาดว่า ร่างประกาศฯ น่าจะร่างเสร็จในไตรมาสแรก และเปิดสำหรับประชาพิจารณ์ได้ในไตรมาสที่ 2 และในช่วงกลางปีจะเปิดให้มีการสมัครขอรับทุนสนับสนุนได้ ซึ่งขณะนี้มีเงินค้างท่ออยู่ประมาณ 200 ล้านบาท ต้องนำเรื่องเสนอบอร์ดเพื่อขออนุมัติเงินเพิ่มเติม
ทั้งนี้ ผู้ประกอบการไทยมีศักยภาพ แต่แง่การผลิตเนื้อหาอาจมีเส้นเรื่องที่ยังไม่ได้มาตรฐานระดับสากล รวมถึงไม่ดึงดูดใจชาวต่างชาติ กสทช.จึงได้จัดให้มีผู้เชี่ยวชาญจากประเทศเกาหลี และมีอาจารย์จากมหาวิทยาลัยเกาหลีมาวิเคาระห์แนวทางต่างๆ ให้ทั้งหมด รวมถึงมีผู้แทนจากเวฟ (WAVVE) แพลตฟอร์มเอกชนของเกาหลีที่มีการรวมตัวของผู้ประกอบการรายใหญ่ 3 ราย และโทรคม 2 ราย เป็นแพลตฟอร์มที่เอกชนพยายามขับเคลื่อนให้เป็นเนื้อหาเคคอนเทนต์สู่ตลาดระดับโลก ซึ่งจะเดินทางมาไทยในวันที่ 17 เดือนมกราคม 2566 ระยะถัดไปอาจมีการทำงานร่วมกันโดยใช้เงินกองทุนที่มีอยู่สนับสนุนให้เกิดขึ้น







