
ส่งออกเครื่องนุ่งห่มไทยปีนี้ติดลบ10%
คาดส่งออกเครื่องนุ่งห่มไทยปีนี้ ติดลบ 5-10% เหตุไทยปรับราคาขายสินค้าขึ้น 25% เพื่อให้ครอบคลุมต้นทุนที่สูงขึ้น ลูกค้าจึงย้ายไปสั่งของจากที่อื่นแทน
คาดส่งออกเครื่องนุ่งห่มไทยปีนี้ ติดลบ 5-10% เหตุไทยปรับราคาขายสินค้าขึ้น 25% เพื่อให้ครอบคลุมต้นทุนที่สูงขึ้น ลูกค้าจึงย้ายไปสั่งของจากที่อื่นแทน
นายวัลลภ วิตนากร กรรมการและที่ปรึกษาสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย เปิดเผยว่า การส่งออกสินค้าเครื่องนุ่งห่มในปี 2554 คาดว่าน่าจะติดลบ 5- 10% จากปี 2553 โดยมูลค่าน่าจะใกล้เคียงกับปี 2552 ที่มีมูลค่า 2,960 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่ปี 2553 การส่งออกขยายตัว 10% มูลค่า 3,200 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนตลาดในประเทศน่าจะอยู่ในระดับทรงตัว เพราะอำนาจซื้อของคนในประเทศยังไม่มี
สำหรับสาเหตุสำคัญที่ไทยส่งออกได้น้อยลง เนื่องจากได้มีการปรับราคาสินค้าสำเร็จรูปขึ้นไปแล้วประมาณ 25% เพื่อรองรับต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น โดยผู้ประกอบการเริ่มขยับราคาไปแล้วตั้งแต่ช่วงปลายปี 2553 ซึ่งปัจจัยหลักมาจากราคาวัตถุดิบที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะฝ้ายที่ราคาขยับขึ้น 70% ส่วนราคาใยสังเคราะห์ปรับตัวเพิ่มขึ้น 30% และมีทีท่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่เรื่องราคาวัตถุดิบ ผู้ประกอบการทุกรายได้รับผลกระทบเหมือนกันหมด และลูกค้ายอมรับ
ขณะที่ปัจจัยค่าเงินบาทแข็งค่า และค่าแรงที่ปรับตัวสูงขึ้น เป็นปัจจัยที่ทำให้ลูกค้าพิจารณาไปซื้อสินค้าจากที่อื่นที่ราคาถูกกว่าสินค้าไทยแทน เนื่องจากเงินบาทแข็งที่สุดในภูมิภาค ส่วนค่าแรงก็ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งค่าแรงนี้สำหรับอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มคิดเป็น 20-25% ของต้นทุนการผลิตทั้งหมด เพราะการตัดเย็บต้องใช้แรงงานทั้งหมด โดยตลาดที่ลูกค้าไปหาซื้อสินค้าแทน ได้แก่ เวียดนาม ที่มีต้นทุนค่าแรงต่ำกว่าไทยประมาณ 50% อินโดนีเซีย ต่ำกว่า 20% และบังคลาเทศ ต่ำกว่า 60% เป็นต้น ทำให้คำสั่งซื้อที่ไทยได้รับเป็นคำสั่งซื้อที่เหลือจากที่อื่นมาแล้ว เพราะปัจจุบันทั้งเวียดนาม อินเดีย อินโดนีเซีย ก็ผลิตเกือบเต็มกำลังการผลิต
นอกจากนี้ ลูกค้ายังยืนยันคำสั่งซื้อช้ามาก เพราะเห็นราคาสินค้าไทยแล้ว จะไปเลือกหาซื้อสินค้าจากที่อื่นก่อน ทำให้การวางแผนการผลิตทำได้ยากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ยังหวังว่าไทยจะสามารถส่งออกสินค้าไปยังตลาดอาเซียนได้มากขึ้น เพราะที่ผ่านมาสินค้าไทย ที่ขายออกไปภายในตราสินค้าไทยเอง เริ่มเป็นที่รู้จักและได้รับความนิยมค่อนข้างมากในอาเซียน จึงคิดว่าตลาดนี้น่าจะเป็นตลาดเดียวที่ขยายตัว ขณะที่ตลาดหลักอีก 2 แห่ง คือ สหรัฐอเมริกา และยุโรปมีแนวโน้มลดลงตลอด ส่วนตลาดในอนาคตที่ไทยจะต้องจับตามอง คือ ตลาดจีน เพราะจีนจะเริ่มลดการผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูปลง เนื่องจากขาดแคลนแรงงาน และอาจจะต้องนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศมากขึ้นจากเดิม จึงน่าจะเป็นช่องทางหนึ่งให้สินค้าไทยไปขยายตลาดได้
นายวัลลภ กล่าวว่า ด้านตลาดในประเทศยังไม่ค่อยมีปัญหา เพราะหากผู้ประกอบการสามารถรักษาตลาดไว้ได้ การที่คงราคาสินค้าไว้ หรือปรับลดลงนิดหน่อยเพื่อกระตุ้นการซื้อ ผู้ประกอบการจะไม่ถึงกับขาดทุน เพราะตั้งราคาขายรวมค่าการตลาดไว้มาก แต่ปัญหาสำคัญ คือ ประชาชนในประเทศมีกำลังซื้อน้อย การจับจ่ายใช้สอยยังไม่คึกคักเท่าที่ควร







