
วงการตลาดทุนและบจ. ประสานเสียงติงรัฐทบทวนจัดเก็บภาษีขายหุ้นกันทุนไหลออก
ตัวแทนจากทั้งตลาดหลักทรัพย์ฯ บริษัทจดทะเบียน (บจ.) และบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ต่างมีความเห็นไปในทางเดียวกันว่า รัฐบาลควรทบทวนเรื่องการจัดเก็บภาษีขายหุ้น ทั้งในเรื่องช่วงเวลาและอัตราการคิดภาษีที่เหมาะสมใหม่
ภายในงาน “ส่องหุ้นไทย 2023 : ลงทุน..รับเปิดศักราชใหม่” ที่จัดโดยกรุงเทพธุรกิจ ฐานเศรษฐกิจ และโพสต์ทูเดย์ สื่อในเครือเนชั่น ได้มีผู้บริหารจากองค์กรและบริษัทในตลาดหลักทรัพย์มาร่วมแสดงมุมมองทางเกี่ยวกับเศรษฐกิจและการลงทุนในตลาดหุ้น
ทั้งนี้ได้มีการให้ความเห็นต่อนโยบายการเก็บภาษีขายหุ้น ที่กำหนดว่าปีแรกเก็บที่ 0.055% หลังจากนั้นเก็บ 0.1% นั้น ด้านดร.ภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า สำหรับประเด็นที่ได้นำเสนอมาโดยตลอดในฐานะตลาดหลักทรัพย์ฯนั้น
คือต้องมอง 3 เรื่องที่ภาครัฐต้องพิจารณาอย่างละเอียด นั่นคือ หนึ่งการเก็บภาษีต้องเป็นอัตราที่เหมาะสม ไม่สร้างภาระให้นักลงทุนมากเกินไป ซึ่งด้วยอัตราที่กำหนดมานั้นอยู่ในกฎหมายตั้งแต่เมื่อ 30 ปีก่อน ที่ในตอนนั้นบริษัทหลักทรัพย์ยังได้รับค่าคอมมิชชั่นสูงกว่าในปัจจุบันมาก
สองคือ การจัดเก็บภาษีต้องไม่ซ้ำซ้อน นั่นคือหากต้องจ่ายภาษีถึง 2 ครั้ง ก็ยิ่งสร้างภาระให้กับนักลงทุน จึงอยากให้ยกเว้นในส่วนที่จะมีการจัดเก็บภาษีซ้ำซ้อนหรือ Double Taxation
และสามคือเป็นเวลาที่เหมาะสมหรือไม่ นั่นคือได้ให้เวลากับภาคธุรกิจ-อุตสาหกรรม ในการปรับตัวเพียงพอหรือยัง ในการดำเนินเรื่องดังกล่าว เพื่อจัดเก็บภาษี และส่งให้ภาครัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนมีต้นทุนที่ต่ำที่สุด
สำหรับประเด็นคำถามว่ากรณีเก็บภาษีดังกล่าวจะส่งผลให้ปริมาณการซื้อขายหุ้นในตลาดหุ้นไทยลดลงหรือไม่นั้น ดร.ภากรมองว่าคงต้องประเมินดูอีกที เพราะภาษีขายหุ้นไม่ได้เป็นเพียงปัจจัยเดียวที่จะมีผลกระทบ ยังต้องดูเรื่องอื่น ๆ ด้วยไม่ว่าจะเป็นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ อัตราดอกเบี้ย เงินเฟ้อ ว่าจะส่งผลอย่างไรด้วย
"แต่หากมีการจัดเก็บภาษีจริงแล้วจะส่งผลต่อตลาดหุ้นไทยอย่างไรนั้น ผมมองว่าแต่ละประเทศต่างมีจุดเด่นของตลาดหุ้นไม่เหมือนกัน สำหรับไทยก็มีอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่งหลายกลุ่ม ซึ่งนับเป็นจุดแข็งที่สามารถเติบโตได้ทั้งในประเทศและภูมิภาค หากนักลงทุนมองว่าบริษัทไหนเก่งในอุตสาหกรรมที่โดดเด่นก็เลือกลงทุนได้เลย"
ขณะที่ นางสาวจรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริษัทและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่ม บมจ. ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น ให้ความเห็นต่อเรื่องดังกล่าวว่าน่าจะยังไม่ใช่เวลาเหมาะสมที่จะเก็บภาษีขายหุ้นตามช่วงเวลาที่กำหนดไว้
อีกทั้งเห็นด้วยกับทางดร.ภากร ที่ภาครับควรต้องทบทวนเรื่องการเก็บภาษีซ้ำซ้อนและในเรื่องอัตราการเก็บภาษี ที่เป็นตัวเลขซึ่งกำหนดในกฎหมายตั้งแต่เมื่อ 30 ปีก่อน จึงไม่น่าจะสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน
"ตอนนี้เราต้องกระตุ้นการลงทุนด้านตลาดเงินตลาดทุน จึงน่าจะดีกว่าหรือไม่ที่รออีกสัก 2 ปีแล้วค่อยมาคุยเรื่องนี้กัน"
เช่นเดียวกับทาง นายสุนทร ทองทิพย์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กสิกรไทย ที่บอกว่ามีมุมมองในแง่ลบกับการเก็บภาษีหุ้น เพราะคาดว่าหากเกิดการเก็บภาษีขายหุ้นจริง น่าจะมีผลให้ปริมาณเงินลงทุนในตลาด SET หายไปถึงราว 30% จากปัจจุบันได้ ซึ่งเมื่อสภาพคล่องในตลาดลดลง ก็ย่อมทำให้เสน่ห์ของการลงทุนในตลาด SET สำหรับนักลงทุนต่างชาติลดน้อยลงตามไปด้วย
"นักลงทุนระยะยาวจะกังวลเรื่องต้นทุนในการขายหุ้นมากขึ้น"
นอกจากนี้นายสุนทรยังเห็นด้วยกับที่ควรต้องทบทวนเรื่องอัตราการเก็บภาษีใหม่นั้น เพราะกรณีบริษัทหลักทรัพย์ที่ปรับลดค่าคอมมิชชั่นลงมามากแล้ว แต่เมื่อมาเจอการเก็บภาษีนี้อีก จะยิ่งเท่ากับเป็นการซ้ำเติมให้มีต้นทุนมากขึ้นด้วย ส่วนเรื่องจังหวะเวลาที่เหมาะสมหรือไม่นั้นตัวเขายังไม่สามารถระบุได้ชัดเจนว่าเมื่อใดจึงจะพร้อมเก็บภาษีดังกล่าว







