
ศูนย์วิจัยกสิกรฯคาดศก.ปี54โต4-5%
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาด เศรษฐกิจโลกดีขึ้น บวก มาตรการเศรษฐกิจไทยดันจีดีพีปี 54 เติบโต 4.0-5.0%
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาด เศรษฐกิจโลกดีขึ้น บวก มาตรการเศรษฐกิจไทยดันจีดีพีปี 54 เติบโต 4.0-5.0%
ถึงตอนนี้ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2554 มีแนวโน้มชะลอตัวลงจากที่เติบโตในระดับสูงในปี 2553 ที่ผ่านมา แต่จากตัวเลขเศรษฐกิจทั้งของไทยและต่างประเทศในช่วงโค้งสุดท้ายของปี 2553 ส่วนใหญ่ออกมาดีกว่าการประเมินในครั้งก่อน บวกกับรัฐบาลไทยมีมาตรการเศรษฐกิจออกมาในแนวทางที่จะกระตุ้นการใช้จ่าย เช่นการเปิดตัวนโยบายประชาวิวัฒน์ ท่ามกลางบรรยากาศที่หลายฝ่ายพุ่งความสนใจไปที่การเลือกตั้งทั่วไปที่จะเกิดขึ้นข้างหน้า
ปัจจัยที่เสริมเข้ามานี้ได้ช่วยผ่อนคลายความกังวลต่อปัจจัยลบทางเศรษฐกิจในปี 2554 ลงในระดับหนึ่ง
จากมุมมองเชิงบวกที่เพิ่มขึ้น ทำให้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ต้องปรับตัวเลขประมาณการเศรษฐกิจไทยในปี 2554 ใหม่ เพราะมีศักยภาพที่จะเติบโตสูงกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ โดยได้ปรับเพิ่มประมาณการอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปี 2554 ขึ้นเป็นร้อยละ 4.0-5.0 สาเหตุสำคัญมาจาก
เศรษฐกิจแกนหลักของโลก โดยเฉพาะสหรัฐฯ มีทิศทางดีขึ้น สัญญาณเศรษฐกิจของสหรัฐฯ และภูมิภาคยุโรปบ่งชี้การฟื้นตัวที่มีความต่อเนื่อง ซึ่งช่วยบรรเทาภาพความกังวลที่เคยมีจากการฟื้นตัวอย่างเชื่องช้าในภาคอสังหาริมทรัพย์และภาคการจ้างงานของสหรัฐฯ รวมทั้งมีผลบวกจากการต่ออายุมาตรการทางภาษีออกไป ขณะที่ในด้านปัญหาหนี้ในภูมิภาคยุโรปนั้น วิกฤตหนี้สาธารณะและการขาดดุลการคลังของประเทศที่ประสบปัญหาซึ่งส่วนใหญ่เป็นเศรษฐกิจขนาดเล็ก ยังจำกัดขอบเขตอยู่ภายในแต่ละประเทศ โดยยังไม่แพร่กระจายผลกระทบออกไปสู่ประเทศอื่น
สำหรับเศรษฐกิจจีน แม้มีข้อกังวลต่อภาวะเงินเฟ้อและฟองสบู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์ แต่ก็คาดว่าการดำเนินมาตรการที่มีเป้าหมายชัดเจนของทางการจีนน่าจะทำให้เศรษฐกิจจีนรอดพ้นจากปัญหาที่เผชิญอยู่ และยังคงมีอัตราการขยายตัวที่น่าพอใจที่ระดับไม่ต่ำกว่าร้อยละ 8 ตามที่รัฐบาลตั้งเป้าหมายไว้ กำลังซื้อจากเศรษฐกิจเกิดใหม่ในเอเชียอย่างเช่นจีนและอินเดียจึงยังน่าที่จะมีอยู่อย่างต่อเนื่อง ถึงแม้ว่าอาจชะลอตัวกว่าปีที่ผ่านมาบ้างก็ตาม
การดำเนินมาตรการของภาครัฐจะมีบทบาทสำคัญต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุน โดยในปี 2554 ภาครัฐนับว่ามีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ แม้ว่าตามกรอบงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 วงเงิน 2,070,000 ล้านบาทนั้น อาจสูงกว่ากรอบงบประมาณปีก่อนหน้าที่รวมงบประมาณภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งเพียงเล็กน้อย
อย่างไรก็ตาม ด้วยงบไทยเข้มแข็งที่ยังคงเหลืออยู่กว่า 90,000 ล้านบาท บวกกับภาระผูกพันงบประมาณข้ามปี (งบเหลื่อมปี) ทั้งภาระผูกพันในปีงบประมาณ 2554 และวงเงินที่คงค้างมาจนถึงปี 2553 มีจำนวนรวมกันสูงกว่าช่วงปีที่ผ่านๆ มาค่อนข้างมาก นอกจากนี้ ในส่วนของรัฐวิสาหกิจ กรอบวงเงินลงทุนของรัฐวิสาหกิจที่ได้รับความเห็นชอบในปีงบประมาณ 2554 มีจำนวนเพิ่มขึ้น รวมถึงงบคงค้างมาจากปีงบประมาณก่อนที่มีค่อนข้างสูง หากสามารถผลักดันการดำเนินการและการเบิกจ่ายในโครงการต่างๆ ของภาครัฐเหล่านี้ให้มีความคืบหน้าตามแผน ก็คาดว่าจะช่วยให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนลงสู่เศรษฐกิจในวงกว้าง
นอกจากนี้การดำเนินการภายใต้นโยบายประชาวิวัฒน์ และมาตรการเศรษฐกิจเพิ่มเติมที่คาดว่ารัฐบาลจะนำมาใช้ในช่วงปี 2554 นี้ จะเป็นส่วนสำคัญที่ผลักดันให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวเพิ่มขึ้นกว่าคาดการณ์เดิม
แรงหนุนหลักคาดว่าจะมาจากมาตรการลดภาระค่าครองชีพ ที่มีการขยายมาตรการรถเมล์ฟรี และรถไฟฟรีออกไปจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2554 รวมถึงมาตรการค่าไฟฟ้าฟรีสำหรับครัวเรือนที่ใช้ไฟต่ำกว่า 90 หน่วย ที่จะใช้เป็นมาตรการถาวร ตลอดจนความพยายามในการตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ไม่เกิน 30 บาทต่อลิตร และตรึงราคาก๊าซแอลพีจีสำหรับภาคครัวเรือนและภาคขนส่งนั้น จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้บริโภคทำให้มีเงินนำไปจับจ่ายใช้สอย เกิดการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ
มาตรการเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงระบบสวัสดิการและแหล่งเงินทุนของแรงงานนอกระบบก็มีผลในลักษณะเดียวกัน การออกมาตรการเศรษฐกิจเพิ่มเติมดังกล่าว เมื่อรวมกับโครงการภายใต้กรอบงบประมาณของภาครัฐในด้านต่างๆ ที่มีอยู่แล้ว ก็น่าที่จะเป็นกำลังสำคัญในการกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ ผ่านการบริโภคของภาครัฐ และการลงทุนโดยเฉพาะในโครงการขนาดใหญ่ของรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจ ซึ่งจะส่งแรงหมุนเหวี่ยงต่อไปสู่การบริโภคและการลงทุนของภาคเอกชน รวมทั้งกิจกรรมการผลิตและการจ้างงานตามมา
จากแนวโน้มดังกล่าว ทำให้ ต้องปรับประมาณการอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในปี 2554 ขึ้นเป็นร้อยละ 4.0-5.0 จากคาดการณ์เดิมที่ร้อยละ 3.5-4.5
แม้ว่าชะลอตัวลงจากปี 2553 ที่คาดว่าอาจเติบโตประมาณร้อยละ 7.6 แต่ก็นับเป็นระดับที่ค่อนข้างดีภายใต้สภาวะเศรษฐกิจโลกที่อาจไม่เอื้ออำนวยให้ภาคการส่งออกขยายตัวได้ในระดับที่สูงมากนัก ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากฐานที่สูงในปีที่ผ่านมา โดยคาดว่าการส่งออกอาจขยายตัวร้อยละ 8.0-12.0 (ปรับเพิ่มจากคาดการณ์เดิมอยู่ที่ร้อยละ 6.0-10.0)
ขณะที่แรงขับเคลื่อนส่วนใหญ่น่าจะมาจากอุปสงค์ภายในประเทศ โดยคาดว่าการบริโภคอาจขยายตัวร้อยละ 3.4-4.1 (จากคาดการณ์เดิมที่ร้อยละ 3.0-3.5) ชะลอลงจากปีก่อนหน้าเล็กน้อย ส่วนการลงทุนน่าจะขยายตัวร้อยละ 8.3-9.8 (จากคาดการณ์เดิมที่ร้อยละ 7.5-9.0) ใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา







