
ล้มเพดานราคาน้ำตาลป้องผู้บริโภคถูกเอาเปรียบ
โพสต์ทูเดย์
— ล้มข้อเสนอกำหนดเพดานราคาน้ำตาล ห่วงกระทบผู้บริโภค ไล่คณะทำงานฯ ศึกษาโครงสร้างทั้งระบบใหม่นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยว่า การปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายจำเป็นต้องทำทั้งระบบ ไม่ใช้เน้นแต่เรื่องการลอยตัวราคาน้ำตาลเพียงอย่างเดียว เพราะหากลอยตัวราคาน้ำตาล คนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดก็คือ ประชาชน เพราะน้ำตาลในตลาดโลกอยู่ในระดับสูง ราคาในประเทศจะพุ่งอย่างแน่นอน ขณะที่ผู้ที่ได้ประโยชน์คือชาวไร่ และโรงงาน
ทั้งนี้ หากคณะทำงานศึกษาการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย มีข้อเสนอเพียงการลอยตัวราคาน้ำตาลอย่างเดียวในวันที่ 15 ม.ค. ก็ไม่จำเป็นต้องเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.)
“
ในตอนแรกสั่งชัดเจนให้ศึกษาทั้งระบบ และเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย ทั้งชาวไร่ โรงงานน้ำตาล และประชาชน กองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย จำเป็นต้องมีความพร้อมดูแลเสถียรภาพราคา อาจจะต้องมีเงินสำรองไว้ไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นล้านบาท เรื่องลอยตัวราคาจึงต้องใช้เวลา ส่วนเรื่องอื่นๆ เช่น การจัดสรรน้ำตาล ระบบแบ่งปันผลประโยชน์ หรือการเปิดเสรีโรงงานน้ำตาลต้องศึกษาควบคู่” นายชัยวุฒิ กล่าวแหล่งข่าวจากกระทรวงอุตสาห กรรม เปิดเผยว่า จากการติดตามสถานการณ์ราคาน้ำตาลทรายหลังการเปิดหีบของโรงงานน้ำตาลทั้งหมด ยอมรับว่าราคาน้ำตาลทรายขายปลีกในประเทศในหลายพื้นที่ยังคงทรงตัวในระดับสูงเฉลี่ย 2830 บาทต่อกิโลกรัม ยี่ปั๊วและซาปั๊วอ้างว่าซื้อมาจากโรงงานในราคาที่แพง ใครต้องการน้ำตาลทรายต้องบวกราคาเพิ่มให้อีก 3 บาทต่อกิโลกรัม
อย่างไรก็ดี ปริมาณน้ำตาลทรายโควตา ก. (บริโภคในประเทศ) ปี 2553/2554 ที่จัดสรรไว้ 25 ล้านกระสอบ ถือว่ามากสุดเป็นประวัติการณ์ และได้เตรียมน้ำตาลเพื่อการขายต่อสัปดาห์ (ขึ้นงวด) กว่า 4 แสนกระสอบ แต่ราคายังทรงตัวระดับสูง เหตุราคาต่างประเทศยังสูง
นอกจากนี้ โรงงานน้ำตาลมีการจ่ายค่าอ้อยขั้นต้นให้ชาวไร่ที่เกินกว่าราคากำหนดโดยจ่ายสูงถึง 1,2001,300 บาทต่อตัน ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น แต่กลับขายน้ำตาลได้ในราคาหน้าโรงงาน คือน้ำตาลขาวธรรมดาและขาวบริสุทธิ์ราคา 1415 บาทต่อกิโลกรัมเท่านั้น
สำหรับเรื่องการส่งเงินเข้ากองทุนอ้อยฯ 5 บาทต่อกิโลกรัม เพื่อใช้หนี้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) มีกำหนดจะชำระหมดในเดือน ก.พ.นี้ กระทรวงอุตสาหกรรมได้เสนอให้นำเงินดังกล่าวไปใช้หนี้ก้อนใหม่ ที่ใช้สนับสนุนค่าอ้อยปี 2553/2554 รวม 8,000 ล้านบาทต่อ ดังนั้น เดือน ก.พ. จึงลดการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนฯ ไม่ได้ คาดว่าหนี้จะหมดจริงภายในเดือน ธ.ค. 2554







