
DOD เดินเกมธุรกิจสายเขียว ผ่าน SH บริษัทลูก ส่งผลิตภัณฑ์ CBD ทางการแพทย์
บมจ.ดีโอดี ไบโอเทค หรือ DOD เดินเกมธุรกิจสายเขียว ผ่านกิจการในเครืออย่างบริษัท สยาม เฮอเบิล เทค จำกัด (SH) ที่เป็นเอกชนรายแรกที่มีโรงสกัดมาตรฐาน PIC/S พร้อมส่งมอบผลิตภัณฑ์ CBD ทางการแพทย์สู่ตลาดภายในต้นปี 2566
นายธนิน ศรีเศรษฐี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. ดีโอดี ไบโอเทค หรือ DOD ในฐานะผู้ดำเนินธุรกิจรับจ้างพัฒนาและผลิตผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร (ODM) จากสารสกัดธรรมชาติ เปิดเผยถึงทิศทางการดำเนินธุรกิจล่าสุดว่า ปัจจุบัน DOD อยู่ระหว่างการวิจัยและร่วมพัฒนาสูตร เพื่อผลิตผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในรูปแบบ ซอฟเจล ชงดื่ม แคปซูล เยลลี่ ให้กับกลุ่มลูกค้าที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ และกลุ่มลูกค้าทั่วไปกว่า 30 ราย หรือประมาณ 30-40 SKU
ในเบื้องต้นคาดว่าจะทยอยสรุปดีลและทยอยส่งมอบผลิตภัณฑ์ให้กับกลุ่มลูกค้าได้ ตั้งแต่ไตรมาส 1/2566 เป็นต้นไป จึงคาดว่าภายหลังจากผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ที่มีส่วนผสมจากสารสกัด CBD เริ่มมีการวางจำหน่ายจากกลุ่มลูกค้าแล้ว จะมียอดออเดอร์ที่สร้างมูลค่าเพิ่มจากผลิตผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเข้ามาเฉลี่ยที่ประมาณ 15 ล้านบาทต่อเดือน
สำหรับในส่วนของบริษัท สยาม เฮอเบิล เทค จำกัด” (SH) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ DOD ที่ดำเนินธุรกิจโรงสกัดสารสกัดจากกัญชง-กัญชา พืชกระท่อม และพืชสมุนไพรไทยนั้น ก็มีความพร้อมกว่าเดิม
ภายหลังจากได้ใบอนุญาตในการผลิตยา ภายใต้มาตรฐาน GMP / Pharmaceutical Inspection Co-operation Scheme (PIC/S) ซึ่งเป็นมาตรฐานโรงงานผลิตยา ตามมาตรฐานสากล จากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เช่นเดียวกับเป็นโรงสกัดที่ได้มาตรฐานสากลเชิงพาณิชย์อย่างถูกกฎหมายเป็นรายแรกของภูมิภาคเอเชียอาคเนย์
โดยปัจจุบัน เริ่มดำเนินการสกัดสาร CBD เพื่อจำหน่ายให้กับหน่วยงานราชการทางการแพทย์แล้ว และคาดว่าจะทยอยส่งมอบผลิตภัณฑ์ให้ลูกค้า เพื่อจำหน่ายทางการแพทย์ได้ภายในสิ้นปีนี้
นอกจากนี้ SH มีการทำบันทึกข้อตกลงร่วมกับ กลุ่มบริษัทในเครือ อย่างบริษัท แปซิฟิค แคนโนเวชั่น จำกัด (Pacific Cannovation) รวมถึงโรงพยาบาลมะเร็งอุดรธานี เพื่อร่วมกันวิจัย พัฒนา และผลิตยาจากสาร CBD (Cannabidiol) เพื่อการค้า
ด้วยต้องการตอบโจทย์นโยบายของภาครัฐที่สนับสนุนให้กัญชง-กัญชา เป็นยารักษาในทางการแพทย์และสุขภาพ โดยโรงพยาบาลมะเร็งอุดรธานี จะเป็นผู้แนะแนวทางในการนำสาร CBD ไปพัฒนาเป็นเป็นผลิตภัณฑ์ในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อให้สอดรับกับความต้องการทางการแพทย์
สำหรับผลิตภัณฑ์ในกลุ่มแรกที่จะมีการผลิต ได้แก่ น้ำมันกัญชาชนิดหยด ใช้สำหรับผู้ป่วยลมชัก, ผู้ป่วยพาร์กินสัน, ผู้ป่วยที่มีอาการนอนไม่หลับ และผู้ป่วยโรคมะเร็งที่กินอาหารไม่ได้ เป็นต้น ซึ่งเน้นจำหน่ายให้กับลูกค้ากลุ่มโรงพยาบาลเป็นหลัก เนื่องจากผลิตภัณฑ์ที่ต้องใช้ตามแพทย์สั่งเท่านั้น ซึ่งปัจจุบันมีการเจรจากับกลุ่มแพทย์ เพื่อดึงเข้าสู่ระบบ เก็บข้อมูลผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง
สำหรับในปี 2566 เมื่อ SH เป็นผู้ประกอบการที่สามารถผลิตสกัดสารสกัดจากกัญชง-กัญชาได้ทุกประเภท ทั้ง CBD และ THC รวมถึงด้วยมาตรฐานการผลิต จึงทำให้มีออเดอร์เข้ามาจำนวนมาก ทั้งในกลุ่มผลิตผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ภายใต้กระบวนการผลิตของ “DOD” และกลุ่มผลิตผลิตภัณฑ์ที่ใช้สำหรับทางการแพทย์ ภายใต้กระบวนการผลิตของ SH
จากปัจจัยข้างต้น นายธนิน มองว่าจะส่งผลให้ออเดอร์จะเข้ามาอย่างชัดเจนตั้งแต่ไตรมาส1/2566 เป็นต้นไป ซึ่งส่งผลให้ภาพรวมผลของ DOD ในปี2566 กลับมาโดดเด่นอีกครั้ง และที่สำคัญจะผลักดันให้ก้าวสู่การเป็นผู้ประกอบการธุรกิจสายเขียวรายใหญ่ที่ครบวงจร







