
ทวงสัญญาผู้ว่าฯกทม. อย่าลืมคนจนเมือง
หากไม่ใช่เพราะความยากจน พวกเขาและคนในชุมชนคงไม่ต้องดิ้นรนตากหน้ามาชุมนุมที่ลานคนเมือง หน้าศาลาว่าการ กทม....
หากไม่ใช่เพราะความยากจน พวกเขาและคนในชุมชนคงไม่ต้องดิ้นรนตากหน้ามาชุมนุมที่ลานคนเมือง หน้าศาลาว่าการ กทม....
โดย...อาทิตย์ เคนมี
หากไม่ใช่เพราะความยากจน พวกเขาและคนในชุมชนคงไม่ต้องดิ้นรนตากหน้ามาชุมนุมที่ลานคนเมือง หน้าศาลาว่าการ กทม. แต่เพราะความจนนี้เองที่ทำให้ชาวชุมชนแออัดถูกมองข้าม ในฐานะชนชั้นล่างของสังคมที่ไม่มีอำนาจต่อรอง แม้กระทั่งที่ซุกหัวนอนก็กำลังจะถูกเจ้าหน้าที่รัฐไล่รื้อ จนต้องลุกขึ้นสู้เพื่อเรียกร้องสิทธิความเป็นคน
15 ก.ย.2552 มีใบประกาศจากสำนักงานเขตวัฒนาติดว่อนทั่วบริเวณชุมชนหลัง สน.ทองหล่อ ซอยสุขุมวิท 55 ซึ่งเป็นย่านที่พักอาศัยของผู้มีอันจะกิน โดยข้อความแจ้งถึงจุติอร รัตนอมรเวช ให้รื้อถอนบ้านไม้ 2 ชั้น ขนาด 5x5.5 เมตรออกจากชุมชน ด้วยข้อหารุกล้ำลำรางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต
หลังติดประกาศฉบับนี้ 30 วัน จุติอรจึงตกเป็นผู้ต้องหาไปโดยปริยาย ตามความผิดอาญามาตรา 360 และ 368 รวมทั้งความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 มาตรา 9 และ 108 ทวิ
ไม่เพียงจุติอรเท่านั้นที่ต้องกลายเป็นผู้มีคดีติดตัว แต่ยังมีชาวบ้านในชุมชนอีกหลายครอบครัวที่ถูกขับไล่พ้นจากพื้นที่ด้วยข้อหาเดียวกัน แม้ว่าพวกเขาเหล่านั้นจะอาศัยอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวมานานกว่า 50 ปีแล้วก็ตาม
เรื่องของเรื่องก็คือ เมื่อ 20 กว่าปีก่อน หลังจากคอนโดมีเนียมหรูหราแห่งหนึ่งผุดขึ้นมาพร้อมๆ กับการขยายตัวของเมืองใหญ่ โดยมีรั้วกำแพงกางกั้นห่างกันเพียงไม่กี่เมตร แต่แล้ววันหนึ่งจู่ๆ ผู้พักอาศัยในคอนโดฯ เริ่มเกิดความไม่มั่นใจต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน พร้อมกับตั้งแง่ว่าอาจมีโจรขโมยบุกรุกเข้ามาในอาณาเขตส่วนตัว
รวมทั้งข้อกล่าวหาที่ฟังแล้วเสียดแทงหัวใจคนจน โดยอ้างว่ามีคนในชุมชนต่อเติมบ้านเรือนเป็น 2 ชั้น จำนวน 3 หลัง ทำให้บดบังทัศนียภาพอันสวยงามของชาวคอนโดฯ
ความขัดแย้งระหว่างชาวคอนโดฯ กับชุมชนแออัดเริ่มทวีความรุนแรงมากขึ้น ถึงขั้นมีการปาก้อนหินและโยนซากหมาตายใส่หลังคาบ้านชาวบ้านที่อยู่เบื้องล่าง
ข้อพิพาทที่เกิดขึ้นนำมาซึ่งการออกประกาศแจ้งเตือนจากสำนักงานเขตวัฒนาที่มีคำสั่งให้รื้อถอนบ้าน ที่มีการต่อเติมภายใน 30 วัน
ตัวอย่างของชุมชนหลัง สน.ทองหล่อ เป็นเพียงส่วนเสี้ยวหนึ่งของชุมชนแออัดกลางเมืองที่ถูกเจ้าหน้าที่รัฐใช้มาตรการทางกฎหมายเข้ากดดันไล่รื้อ แต่เสียงเพรียกร้องของชาวชุมชนทั้งหลายก็ยังไม่ดังพอที่จะทำให้ผู้มีอำนาจในบ้านเมืองเหลียวหลังกลับมามอง
กระทั่งความคับแค้นเริ่มสั่งสมพอกพูนมากขึ้นเรื่อยๆ กลายเป็นคลื่นพลังมวลชนคนจนเมืองที่รวมตัวกันเรียกร้องสิทธิในที่อยู่อาศัยของตนเอง
การออกมาเคลื่อนไหวของ “เครือข่ายสลัม 4 ภาค” เป็นช่วงเวลาประจวบเหมาะกับการทำงานของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯกทม. ในวาระครบรอบ 1 ปีของการดำรงตำแหน่ง สะท้อนถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำของชุมชนแออัดกลางใจเมืองที่ยังไม่ได้รับการเหลียวแลมาตลอด 1 ปี
จากสถิติตัวเลขการถือครองที่ดินที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งประภาส ปิ่นตบแต่ง อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า ขณะนี้การถือครองที่ดินในประเทศไทยมีสัดส่วนความเหลื่อมล้ำสูงมาก โดยที่ดิน 90% อยู่ในกำมือของคนเพียง 10% โดยเฉพาะในพื้นที่ กทม. พบว่า คนรวยที่สุดของประเทศ 50 คนแรก ถือครองที่ดินมากถึงกว่า 9 หมื่นไร่ ขณะที่คนจน 50 คนสุดท้าย กลับมีที่ดินรวมกันเพียง 200 ตารางวาเท่านั้น
“ปัญหาที่ดินไม่ใช่เรื่องของชะตากรรม แต่เป็นเรื่องการจัดการของรัฐที่ต้องทำให้เกิดความเป็นธรรมกับคนจน ซึ่งหลักสิทธิมนุษยชนในด้านที่อยู่อาศัยเป็นเรื่องพื้นฐานที่รัฐต้องเข้ามาดูแล ให้คนที่มีกำลังน้อยนั้นมีที่ดินทำมาหากินเป็นของตัวเอง” อาจารย์ประภาส กล่าว
7 ธ.ค.2552 เครือข่ายสลัม 4 ภาค ตั้งวงเสวนาเพื่อหารือถึงแนวทางขับเคลื่อนเพื่อยับยั้งมิให้มีการไล่รื้อชุมชนริมคลอง รวมถึงมีการโหวตให้คะแนนการทำงานของผู้ว่าฯ กทม.ในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา ผลปรากฏว่า ชาวชุมชนแออัดลงคะแนนความไว้วางใจ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ 0 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10 เหตุเพราะไม่สนใจแก้ปัญหาชุมชนเมืองอย่างจริงจัง
ต่อมาวันที่ 17 ธ.ค. สมาชิกเครือข่ายฯ ได้รวมตัวกันชุมชนที่หน้าลานคนเมือง โดยยื่นข้อเสนอให้ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ยุติการไล่รื้อชุมชนแออัดที่อาศัยในพื้นที่สาธารณะ และขอให้มีการผ่อนปรนระเบียบข้อบังคับตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร ในการปลูกสร้างบ้านมั่นคง ซึ่งเป็นอุปสรรคในการสร้างที่อยู่อาศัยของคนยากจน เนื่องจากชาวบ้านมีที่ดินเพียงไม่กี่ตารางวา จึงไม่สามารถสร้างบ้านให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของ พ.ร.บ.ควบคุมอาคารได้
นอกจากนี้ยังมีข้อเรียกร้องที่สำคัญคือ การตั้งคณะกรรมการร่วมระหว่าง กทม.และเครือข่ายสลัม 4 ภาค รวมถึงผลักดันให้มีการออก “โฉนดชุมชน” เพื่อให้ชาวบ้านมีสิทธิในการบริหารจัดการชุมชนของตนเองอย่างแท้จริง
นางประทิน เวคะวาคยานนท์ ที่ปรึกษาเครือข่ายสลัม 4 ภาค สะท้อนถึงปัญหาว่า ที่ผ่านมามีบางชุมชนถูกเจ้าหน้าที่สำนักงานเขตติดประกาศไล่รื้อออกจากพื้นที่แล้ว คือชุมชนหลัง สน.ทองหล่อ เขตวัฒนา และชุมชนเพชรคลองจั่น เขตบึงกุ่ม ทั้งที่เป็นหนึ่งในชุมชนนำร่องในโครงการออกโฉนดชุมชนร่วมกับรัฐบาล
ประทิน กล่าวว่า รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) มีนโยบายที่จะออกโฉนดชุมชนเพื่อแก้ปัญหาข้อพิพาทเรื่องที่ดินระหว่างชาวบ้านกับรัฐ ดังนั้น ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ซึ่งมาจากพรรค ปชป. จึงควรดำเนินตามนโยบายของรัฐบาลให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน
“ตั้งแต่ติดตามนโยบายการหาเสียงของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ไม่เคยมีนโยบายด้านการแก้ปัญหาคนจนเมืองเลย ทางเครือข่ายสลัม 4 ภาค เคยเชิญมาร่วมดีเบตในเรื่องนี้ แต่ก็ไม่ตอบรับคำเชิญ ซึ่งทุกวันนี้คนจนเมืองยังถูกคนรวยกดหัวมาตลอด ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ จึงควรหันมาสนใจเรื่องนี้บ้าง” เธอกล่าว
ขณะที่อัภยุทธ จันทรภา ที่ปรึกษาเครือข่ายสลัม 4 ภาค กล่าวว่า ขอเรียกร้องให้ผู้บริหาร กทม. ฟื้นฟูคณะกรรมการแก้ไขปัญหาชุมชนแออัดที่ก่อนหน้านี้เคยตั้งขึ้นในสมัยนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน อดีตผู้ว่าฯกทม. โดยเป็นคณะกรรมการร่วมระหว่าง กทม.กับคนในชุมชน แต่ภายหลังได้หมดวาระลงเนื่องจากนายอภิรักษ์ลาออกจากตำแหน่ง ดังนั้น ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ควรมีการสานต่อนโยบายของอดีตผู้ว่าฯกทม. เพื่อสร้างกลไกการมีส่วนร่วมของประชาชนในการแก้ไขปัญหาคนจนเมืองให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
“ทางเครือข่ายสลัม 4 ภาค หวังว่าภายในกลางเดือน ม.ค.2553 จะได้เห็นคณะกรรมการฯ ชุดใหม่ที่มี ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ เป็นประธาน เพื่อจะได้รับฟังปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนโดยตรง ไม่เช่นนั้นแล้วชาวบ้านที่ประสบปัญหาจะมาชุมนุมประท้วงที่ลานคนเมืองอีก” นายอัภยุทธ กล่าว
ภายหลังการหารือบนโต๊ะเจรจา ทยา ทีปสุวรรณ รองผู้ว่าฯ กทม. ยืนยันว่า กทม.ไม่มีนโยบายไล่รื้อชุมชนอย่างเด็ดขาด แต่การดำเนินการต่างๆ ต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้น ทาง กทม.ไม่ได้นิ่งนอนใจและจะรีบตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาร่วมกัน ประกอบด้วย ผู้บริหาร กทม. สำนักงานเขต ภาคประชาชน และหน่วยงานภายนอกที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมธนารักษ์ สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ การไฟฟ้าแห่งประเทศไทย การประปานครหลวง
ทั้งนี้ กทม.ได้รับข้อเสนอทั้งหมดของเครือข่ายสลัม 4 ภาคไว้พิจารณา โดยคาดว่าภายในเดือน ม.ค.จะสามารถตั้งคณะกรรมการร่วมและจัดประชุมนัดแรกได้
ล่าสุด นพพรรณ พรหมศรี เลขาธิการมูลนิธิพัฒนาเพื่อที่อยู่อาศัย หนึ่งในผู้เข้าร่วมเจรจา กล่าวว่า ทางเครือข่ายสลัม 4 ภาค ได้เสนอชื่อผู้เข้าร่วมเป็นคณะกรรมการชุดดังกล่าว 6 คน แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับสัญญาณตอบรับจาก กทม.แต่อย่างใด
หากภายในเดือน ม.ค.ยังไม่มีความคืบหน้า ทางเครือข่ายฯ อาจจำเป็นต้องนัดรวมพลเพื่อทวงถามและติดตามความชัดเจนเกี่ยวกับนโยบายการแก้ไขปัญหาชุมชนแออัดของ กทม.อีกครั้ง ซึ่งจะเป็นการตอกย้ำถึงความจริงใจในการแก้ปัญหาของผู้ว่าฯ กทม.ยุคคุณชายสุขุมพันธุ์







