posttoday
ปุ๋ยเคมีต่อคิว ขอขึ้นราคา 5- 10%

ปุ๋ยเคมีต่อคิว ขอขึ้นราคา 5- 10%

07 มกราคม 2554

ขณะที่วันนี้เป็นวันชี้ชะตาว่า กระทรวงพาณิชย์จะยอมให้ผู้ผลิตน้ำมันปาล์มบรรจุขวดปรับขึ้นราคาตามที่ร้องขอไว้ถึง 10 บาทต่อขวด จากปัจจุบันควบคุมราคาไว้ที่ 38 บาทหรือไม่

ฟากผู้ผลิตปุ๋ยเคมีก็มาต่อคิวขอปรับขึ้นราคาบ้าง ด้วยข้ออ้างเดียวกันคือ ต้นทุนราคาสินค้าเพิ่มขึ้น โดยมีการยื่นเรื่องอย่างเป็นทางการเรียบร้อย เหลือแค่ว่ากระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน จะหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาหารือเมื่อไหร่

รายงานข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ แจ้งว่า ผู้ผลิตปุ๋ยเคมีได้ยื่นขอปรับขึ้นราคาปุ๋ยสำเร็จรูปบรรจุกระสอบกับกรมการค้าภายในแล้ว โดยขอปรับขึ้นราคาอีก 510% โดยให้เหตุผลต้นทุนการผลิตสูงขึ้น จากวัตถุดิบนำเข้าแม่ปุ๋ย ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 80% ของการผลิตปุ๋ยปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เดือนก.ย. จนถึงปัจจุบัน

ราคาวัตถุดิบได้ปรับตัวสูงขึ้นไปแล้ว 1020% อาทิ ปุ๋ยยูเรีย ปรับขึ้นจาก 280 เหรียญสหรัฐ/ตัน เป็น 420 เหรียญสหรัฐ/ตัน ส่งผลกระทบต่อการผลิตปุ๋ยสูตร 4600 ที่ใช้วัตถุดิบสัดส่วนสูงมาก แต่กรมการค้าภายในกำหนดเพดานขายปลีกอยู่ที่ตันละ 1.1 หมื่นบาท ทำให้ผู้ประกอบการขาดทุนเฉลี่ยตันละ 2,0003,000 บาท

ผู้ผลิตปุ๋ยยังระบุอีกว่า หากรัฐบาลยังใช้มาตรการตรึงราคาปุ๋ยออกไปอีก 3 เดือนเช่นเดียวกับสินค้าอื่น จะส่งผลกระทบต่อปริมาณปุ๋ยในท้องตลาดขาดแคลนอย่างแน่นอน เพราะขณะนี้ผู้ประกอบการส่วนหนึ่ง ไม่สามารถแบกรับการขาดทุนได้ จึงลดสัดส่วนการผลิตปุ๋ยบรรจุกระสอบ แล้วไปจำหน่ายปุ๋ยที่ไม่บรรจุกระสอบ ซึ่งไม่ได้เป็นสินค้าควบคุมของกรมการค้าภายในแทน สามารถตั้งราคาได้สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง

ขณะที่สถานการณ์ปุ๋ยเคมีปี 2554 ราคามีโอกาสปรับสูงขึ้นใกล้เคียงกับปี 2551 เนื่องจากปัจจัยปริมาณความต้องการใช้ปุ๋ยในตลาดโลก รวมถึงไทยมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ภายหลังจากราคาสินค้าเกษตรราคาสูงขึ้นทั้งปาล์มน้ำมัน ยางพารา มันสำปะหลัง และข้าว

อีกทั้งแนวโน้มราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และในปีนี้ทางสหภาพยุโรปประสบปัญหาอากาศหนาวรุนแรง จึงทำให้แก๊สที่เป็นต้นทางในการผลิตวัตถุดิบปุ๋ยมีราคาสูงขึ้นไปอีก

ในส่วนของจีนก็เกิดความวิตกเกี่ยวกับสถานการณ์ราคาปุ๋ยในประเทศ ทางรัฐบาลจีนจึงได้มีการประกาศภาษีส่งออกปุ๋ยยูเรียเพิ่มขึ้น 110% ไปจนถึงกลางปีนี้ ทั้งหมดนี้เป็นปัจจัยที่จะส่งผลกระทบต่อราคาปุ๋ยเคมีในประเทศเป็นอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม แม้ว่ากระทรวงพาณิชย์จะเตรียมแก้ไขปัญหาปุ๋ยราคาแพง ด้วยการนำเข้าปุ๋ยยูเรียมาผลิตสำหรับจำหน่ายให้เกษตรกร แต่ราคาก็ไม่ได้แตกต่างกับราคาปุ๋ยที่เอกชนจำหน่ายอยู่ เพราะขณะนี้บริษัทเจียไต๋ ผู้ผลิตปุ๋ยของไทยเป็นผู้นำเข้ายูเรียรายใหญ่ของโลก ปีละกว่า 7 แสนตัน ยังซื้อได้ราคาสูง ทางเอกชนเข้าใจว่าเป็นการหวังผลทางการเมืองมากกว่า ไม่ได้ช่วยแก้ไขปัญหาแท้จริง

สรุปแล้วงานนี้ ถ้ากระทรวงพาณิชย์ยื้อเรื่องไว้นาน โดยไม่เตรียมหาทางหนีทีไล่ไว้แต่เนิ่นๆ คนรับกรรมก็คือ เกษตรกร ที่จะตกเป็นตัวประกัน ควักกระเป๋าจ่ายค่าปุ๋ยแพง แถมคงต้องประสบปัญหาปุ๋ยขาดแคลนอีกต่างหาก

ในทางกลับกัน หากมีการเร่งรัดพิจารณายอมให้ปรับขึ้นราคาปุ๋ย เกษตรกร ก็หนีไม่พ้นต้องกระเป๋าแฟบเหมือนเดิม พูดง่ายๆ ก็คือ โดนทั้งขึ้นทั้งล่อง

จำได้ว่าก่อนหน้านี้รัฐเคยบอกว่าจะส่งเสริมให้ทำปุ๋ยอินทรีย์แก้ขัด ลดการพึ่งพาปุ๋ยเคมีที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศราคาแพง ไม่รู้ป่านนี้คืบหน้าไปถึงไหนแล้ว ช่วงเวลานี่แหละ เหมาะที่สุด สำหรับการส่งเสริมการใช้วัตถุดิบทางเลือกอิงธรรมชาติ ลดการใช้สารเคมี ซึ่งนอกจากดีต่อกระเป๋าของเกษตรกรแล้ว ยังดีต่อสุขภาพ และช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมให้ถูกทำลายน้อยลงด้วย

น่าเสียดายที่โครงการดีๆ กลับไม่มีแรงหนุนจริงจัง

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน