
เปิดฉากตลาดเงินโลก’54 ด้วยข่าวดี
....สุรศักดิ์ ธรรมโม
นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์สหรัฐได้ปรับเพิ่มการประมาณการ GDP ไตรมาส 3 ปี 2553 เป็นขยายตัว 2.6% ต่อปี เพิ่มขึ้นจากการประมาณการครั้งก่อนที่ระดับ 2.5% ต่อปี
ทั้งนี้ นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่า GDP ของสหรัฐจะขยายตัวรวดเร็วขึ้นในไตรมาส 4 และมีแนวโน้มว่าจะขยายตัวต่อเนื่องไปจนถึงปี 2554 หลังจากรัฐบาลสหรัฐตัดสินใจขยายระยะเวลาการลดหย่อนภาษีของผู้มีรายได้ทุกระดับชั้นออกไปอีก 2 ปี พร้อมกับขยายระยะเวลาการให้สวัสดิการแก่ประชาชนที่ว่างงานต่อไปอีก 13 เดือน โดยมาตรการทั้งหมดคาดกันว่าจะมีมูลค่ารวม 8.58 แสนล้านเหรียญสหรัฐ
ในส่วนของยุโรปพบว่า ภาคอุตสาหกรรมของยุโรปเดือน ธ.ค. ขยายตัวมากกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ โดยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ซึ่งวัดการขยายตัวของภาคการผลิต ชี้ว่าภาคการผลิตของยุโรปในเดือน ธ.ค.ปีที่แล้ว เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 57.1 จากระดับ 55.3 ในเดือนก่อนหน้า
ในกรณีของจีนพบว่าดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ของจีนที่จัดทำโดย China
’s Logistics Federation ในเดือน ธ.ค. แม้ว่าจะลดลงมาอยู่ที่ 53.9 จากระดับ 55.2 ในเดือน พ.ย. และถ้าไปดูดัชนี PMI ของอีกค่ายที่จัดทำโดย HSBC Holdings Plc และ Markit Economics ให้ผลคล้ายๆ กัน คือ ดัชนีลดลงมาอยู่ที่ 54.4 ในเดือน ธ.ค. จากระดับ 55.3 ในเดือน พ.ย. แต่การที่ดัชนียังคงยืนเหนือระดับ 50 จุด ยังสะท้อนว่าภาคการผลิตของจีนยังอยู่ในเกณฑ์การขยายตัวความมั่นใจในกรณีของการฟื้นตัวเศรษฐกิจสหรัฐ และเศรษฐกิจโลก ยังดูได้จากการที่สถาบันการเงินชั้นนำของโลก Goldman Sachs ถึงกับออกบทวิเคราะห์ โดยระบุว่าปีนี้ 2554 คือปีที่เศรษฐกิจโลกฟื้นตัว (Year of Recovery) และมองว่าปี 2552 คือปีแห่งการเอาตัวรอด (Year of Survival) และปี 2553 คือปีแห่งความไม่แน่นอน (Year of Doubt) และ Goldman Sachs ยังประเมินว่าเศรษฐกิจสหรัฐในปีนี้และปีหน้าจะขยายตัวที่ 3.4% และ 3.8% ตามลำดับ ซึ่งถ้าเป็นไปตามการประเมินของ Goldman Sachs การขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐในอัตราที่สูงกว่า 2.5% และสูงกว่า 3.0% มีความหมายมากเพราะสามารถลดปัญหาการว่างงานและยังดึงเศรษฐกิจเอเชียและประเทศเกิดใหม่ให้ขยายตัวในอัตราที่สูงตาม (ดู GEW:No:11/01: Year of Recovery, January 5,2011)
อย่างไรก็ตาม ผมไม่ได้เห็นด้วยกับบทวิเคราะห์ของ Goldman Sachs ทั้งหมด และประเมินว่าถ้าเศรษฐกิจสหรัฐและโลกเป็นไปตามที่ Goldman Sachs วิเคราะห์ เท่ากับว่าเรายังอยู่ในปัญหาเดิม คือ
“เศรษฐกิจโลกยังอยู่ความไม่สมดุล” (Global Imbalance) ซึ่งในโอกาสต่อไปผมคงจะมาวิเคราะห์เจาะลึกเศรษฐกิจโลกให้มากขึ้นและเสนอปัญหาและความเสี่ยงที่ต้องจับตาแต่ในท่ามกลางข่าวดีทั้งหมดในสัปดาห์แรกของปีนี้ ผมคิดว่าข่าวรองนายกรัฐมนตรีจีน นายหลี่เคอะเฉียง ผู้นำระดับสูงของจีน และกำลังจะก้าวขึ้นไปเป็นนายกรัฐมนตรีจีนในอนาคต ซึ่งปัจจุบันอยู่ในระหว่างการเดินทางเยือนสเปนและยุโรป ได้แสดงคำมั่นในการเข้าช่วยเหลือสเปนด้วยการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลสเปนและอาจจะรวมถึงการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลประเทศในยุโรปที่มีปัญหาการคลัง
นี่เป็นข่าวดีที่สุด เพราะความเสี่ยงที่แท้จริงของเศรษฐกิจโลกในปีนี้คือ สถานการณ์การคลังและเศรษฐกิจยุโรป โดยเฉพาะสถานการณ์เศรษฐกิจสเปน เพราะถ้าเศรษฐกิจสเปนล้ม เศรษฐกิจยุโรปและเงินยูโรอาจจะพังครืนลงมา และอาจจะดึงเศรษฐกิจโลกให้เข้าสู่ภาวะถดถอยอีกครั้งหนึ่ง แม้ว่าการเข้าซื้อพันธบัตรของสเปนและประเทศอื่นๆ ในยุโรปอาจจะมีวาระแฝงของจีนเรื่องการเมือง หลังจากที่ปลายปีที่แล้วรัฐบาลจีนแสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรงต่อการให้รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพแก่นักโทษการเมืองจีนต่อรัฐบาลหลายประเทศในยุโรปก็ตาม แต่ในแง่เศรษฐกิจแล้ว การเข้าช่วยยุโรปของจีน อีกนัยหนึ่งคือการเข้าช่วยเศรษฐกิจจีนด้วยเช่นกัน เพราะถ้าสเปนล้ม สกุลเงินยูโรพัง และเศรษฐกิจโลกจะเข้าสู่ภาวะถดถอยอีกครั้ง เศรษฐกิจจีนอาจจะไม่แข็งแกร่งพอที่จะฟันฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจระดับโลกถึงสองครั้งในเวลาไม่ถึง 5 ปีอย่างแน่นอน







