
ธปท.เจอสัญญาณแรง เงินทุนไหลเข้าไม่หยุด
โพสต์ทูเดย์ — รองผู้ว่า ธปท. ผวาค่าบาทแข็งเร็วเกินคาด
นางอัจนา ไวความดี รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ในปี 2554 เงินทุนจากต่างประเทศไหลกลับเข้ามาเร็วกว่าปกติ โดยเริ่มเห็นเข้ามาตั้งแต่ช่วงวันที่ 3031 ธ.ค.ที่ผ่านมาในปริมาณค่อนข้างมาก ทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย และช่วงนั้น ธปท.ได้เข้าไปแทรกแซงเพื่อดูแลไม่ให้ค่าเงินบาทผันผวน
นางอัจนา กล่าวว่า ในช่วงเดือน ม.ค.ของทุกปี จะเริ่มมีเงินทุนจากต่างประเทศไหลกลับเข้ามาลงทุน หรือที่เรียกกันว่า January Effect หลังจากที่ชะลอลงทุนในช่วงครึ่งเดือนหลังของเดือน ธ.ค. จนถึงเทศกาลปีใหม่ แต่ปีนี้มีเงินไหลกลับเข้ามาเร็วตั้งแต่ปลายเดือน ธ.ค.
“อาจจะเรียกว่าเป็น New Year Effect ขณะที่ในช่วงหลังปีใหม่นี้ยังเห็นเงินต่างประเทศก็ไหลเข้ามาต่อเนื่อง แต่ปริมาณไม่มากเท่าช่วงสิ้นปี” นางอัจนา กล่าว
รองผู้ว่าการ ธปท. กล่าวต่อว่า ตราบใดที่ธนาคารกลางสหรัฐยังคงใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณเงิน หรือ QE เพื่อลดอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาว ซึ่งที่ผ่านมายังไม่ประสบความสำเร็จ เพราะนักลงทุนยังไม่เชื่อมั่น การไหลเข้าของเงินทุนมายังประเทศไทยจะเกิดขึ้นต่อเนื่อง และตามปกติเดือน ม.ค. ประเทศไทยจะเกินดุลบัญชีเดินสะพัด ดังนั้นแนวโน้มค่าเงินบาทของไทยน่าจะยังมีทิศทางที่แข็งค่าขึ้น อย่างน้อยในช่วงไตรมาสแรกของปี
อย่างไรก็ตาม เมื่อใดที่ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐออกมาดี เงินเหรียญสหรัฐจะกลับไปแข็งค่าขึ้นและส่งผลให้เงินบาทอ่อนค่าลง แต่กลับกัน เมื่อใดที่คนผิดหวังกับข่าวที่ออกมา เงินเหรียญสหรัฐจะอ่อนและเงินบาทแข็งค่าขึ้นซึ่งตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐก็มีออกมาทุกสัปดาห์ ซึ่งต้องติดตามใกล้ชิด ขณะเดียวกันต้องตามดูผลของมาตรการ QE2 ว่า จะก่อให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐ หรือการลงทุนจริงได้มากน้อยเพียงใด ดังนั้น แนวโน้มค่าเงินบาท จะดูแค่ระยะสั้นหรือเงินดอลลาร์อย่างเดียวไม่ได้”
อย่าง ไรก็ตาม เงินบาทที่ค่อนข้างผันผวนมากขึ้นในปีนี้ ธปท.ยังคงนโยบายเดิม คือ พยายามลดความผันผวนให้น้อยลง และให้การแข็งค่าหรืออ่อนค่าเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นไปค่อยไป และกระทบภาคเอกชนให้น้อยที่สุด
รอง ผู้ว่าการธปท.กล่าวด้วยว่า ในการดำเนินนโยบายการเงิน ของธปท.ในปี 2554 อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาท การไหลเข้าของเงินทุน อัตราเงินเฟ้อ และราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น รวมถึงเศรษฐกิจโลกเป็นประเด็นที่ธปท.จับตามต่อเนื่อง เพราะทุกกรณีมีความสอดคล้องกันที่จะส่งผลต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย และการตัดสินใจดำเนินนโยบายการเงิน และอัตราดอกเบี้ยของธปท







