posttoday
เทคโนฯไฮบริด VS อี85 ไฮบริดไปไกลกว่า

เทคโนฯไฮบริด VS อี85 ไฮบริดไปไกลกว่า

06 มกราคม 2554

ในรอบปีที่ผ่านมาถือเป็นปีทองแห่งธุรกิจรถยนต์ประหยัดพลังงานอย่างแท้จริง เมื่อคณะรัฐมนตรีเคาะภาษีหมวดพิเศษสำหรับรถยนต์ไฮบริดและรถยนต์ อี85 ออกมาอย่างเป็นทางการ ทำให้ผู้ประกอบการที่มีสินค้าเหล่านี้อยู่คึกคักเป็นอย่างมาก และเปิดตัวสินค้าต่างๆ มารองรับกันอย่างมากมาย

ย้อนกลับไปดูรายละเอียดของโครงสร้างภาษีของเทคโนโลยีทั้งสองหมวดนี้ พบว่า รถยนต์ไฮบริด ถูกจัดหมวดหมู่ให้อยู่กับหมวดภาษีสรรพสามิตพิเศษสำหรับรถยนต์ไฮบริด โดยเสียภาษีอัตรา 10% พร้อมประกาศลดภาษีนำเข้าชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องกับระบบไฮบริด เหลือ 0% อีก 6 รายการ ตามการร้องขอของยักษ์ใหญ่อย่างโตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย

ขณะที่โครงการ อี85 นั้น รู้กันในวงกว้างว่าเป็นการเดินหน้า โดย มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย และได้รับการลดภาษีสรรพสามิตลงจากรถยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิง อี20 อีก 3% ในทุกหมวด และลดภาษีนำเข้าสำเร็จรูปเหลือ 60% รวมถึงลดภาษีนำเข้าชิ้นส่วนอีก 8 รายการ เหลือ 0% สำหรับรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์ไม่ต่ำกว่า 1,780 ซีซี เพื่อเป็นการปกป้องอุตสาหกรรมรถยนต์ขนาดเล็ก

การที่รัฐบาลตัดสินใจอนุมัติโครงสร้างภาษีสำหรับรถยนต์ประเภทใหม่ 2 หมวดในปีเดียวกัน ทำให้เกิดการตื่นตัวของผู้ประกอบการรถยนต์ว่าจะเดินหน้าไปในทิศทางใด เพราะโครงสร้างภาษีใหม่นี้จะทำให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบในเรื่องการแข่งขันมากพอสมควร

อย่างไรก็ตาม ภายใต้การได้รับอนุมัติที่คล้ายคลึงกันนี้ ก็ยังมีจุดที่แตกต่างกันอยู่ในหลายประการ ซึ่งผู้ประกอบการต้องพิจารณากันอย่างรอบคอบว่าจะเดินหน้าไปในเทคโนโลยีใด

ในส่วนของไฮบริดนั้น รัฐบาลได้รับเสียงเรียกร้องจากค่ายรถบางแห่งขอให้จำกัดความคำว่าไฮบริดใหม่ เนื่องจากระบบไฮบริดในปัจจุบัน มีข้อแตกต่างกันหลากหลาย และให้ผลดีในเรื่องของการขับขี่ที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งในช่วงของการสร้างโครงสร้างภาษี 10% นั้น ไฮบริดยังไม่ได้พัฒนาออกมาแพร่หลายเหมือนในปัจจุบัน

ขณะที่ อี85 นั้น โดนกระแสโจมตีอย่างมาก ว่าเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับผู้ประกอบการบางกลุ่มในการล็อกสเปกเครื่องยนต์ที่มากกว่า 1,780 ซีซี และมีการร้องขอให้รัฐบาลพิจารณาลดภาษี 3% ให้กับรถยนต์ประเภทอื่นๆ ที่สามารถใช้เชื้อเพลิง อี85 ได้เช่นกัน เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์ในเรื่องของการประหยัดพลังงานที่แท้จริง

อย่างไรก็ตาม ไฮบริดนั้นได้รับการเดินหน้าไปแล้วแบบเต็มตัว โดยการโยกฐานการผลิตโตโยต้า พริอุส มาไว้ในประเทศไทย ซึ่งเป็นการเตรียมความพร้อมไว้นานแล้วก่อนที่รัฐบาลจะประกาศลดภาษีนำเข้าชิ้นส่วน ขณะที่ อี85 นั้น ค่ายรถยนต์ที่มีความชัดเจนว่าทำแล้วก็มีเพียงวอลโว่และมิตซูบิชิเท่านั้น

จึงมีคำถามว่าอนาคตของไฮบริด และ อี85 ในประเทศไทยนั้น ใครกันแน่ที่จะเป็นผู้ชนะที่แท้จริงและได้รับความนิยมในประเทศไทยมากกว่ากัน ก็ต้องมาพิจารณาถึงผลประโยชน์ต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นจากการใช้งานรถยนต์แต่ละประเภท

โตโยต้านั้น ในฐานะยักษ์ใหญ่ของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ทุ่มเทลงไปกับระบบไฮบริดอย่างเต็มที่ตั้งแต่การเปิดตัวคัมรี่ ไฮบริด ที่ใช้เครื่องยนต์ 2.4 ลิตร เป็นระบบไฮบริดเท่านั้น ก่อนจะตอกย้ำอีกทีด้วยโตโยต้า พริอุส ที่ทำราคามาในระดับ 1 ล้านบาทต้นๆ ที่ลูกค้าตัดสินใจเลือกซื้อได้ไม่ยากอะไร

ข้อดี ของระบบไฮบริดก็คือตัวรถสามารถใช้กับเชื้อเพลิงที่มีจำหน่ายได้เลยแบบไม่ยุ่งยาก สามารถเห็นผลในเรื่องการประหยัดพลังงานได้อย่างชัดเจน แต่ก็มีข้อเสียในเรื่องของราคาชิ้นส่วนต่างๆ โดยเฉพาะแบตเตอรี่ที่ผู้ซื้อก็ยังหวั่นๆ อยู่ไม่น้อยว่าราคาจะพุ่งขึ้นไปเพียงไร

ในส่วนของ อี85 นั้น วอลโว่และมิตซูบิชิต่างก็มีรถยนต์ออกมาค่ายละรุ่น โดยความยืดหยุ่นในการใช้งานสามารถใช้ได้ตั้งแต่น้ำมันเบนซินธรรมดา อี10 อี20 ไปจนถึง อี85 อย่างไรก็ตาม ปัญหาก็คือหากใช้งาน อี85 จริงๆ แล้ว สมรรถนะและอัตราสิ้นเปลืองที่เพิ่มขึ้น 22% ทำให้ยังเป็นที่สงสัยว่าในตอนท้ายของการใช้งานจริงจะถือว่าประหยัดจริงหรือไม่

นอกจากนี้ ต้องยอมรับว่าผู้ให้บริการสถานีน้ำมันยังไม่มีความพร้อมในการขยายสถานีบริการสำหรับเชื้อเพลิง อี85 ในปัจจุบัน เนื่องจากมีปริมาณการใช้งานที่น้อยมาก ผู้บริโภคที่ซื้อรถยนต์ที่ใช้ อี85 ได้ ก็มักจะเติมแก๊สโซฮอล์ธรรมดามากกว่า ซึ่งไม่แน่ว่าหากมีปริมาณรถเพิ่มขึ้นในอนาคต จะมีความต้องการเชื้อเพลิง อี85 เพิ่มขึ้นจริงหรือไม่

หากดูตลาดในประเทศไทยยังไม่ชัดเจน คงต้องมองไปที่ตลาดโลกที่แนวทางในการพัฒนารถยนต์ของโลกเรามุ่งไปที่การใช้พลังงานไฟฟ้ามาช่วยการทำงานของเครื่องยนต์สันดาปภายใน ก่อนที่จะพัฒนาไปเป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในอนาคต ขณะที่การใช้เอทานอลมาผสมในเชื้อเพลิงในรูปแบบพลังงานทดแทนนั้น มีการใช้งานกันในไม่กี่ประเทศเท่านั้น

นอกจากนี้ หากมองถึงอำนาจของมือที่มองไม่เห็นในอุตสาหกรรมยานยนต์ ก็ต้องบอกว่าเมื่อเบอร์ 1 ของอุตสาหกรรมยานยนต์ ประกาศชัดเจนว่า จะเดินหน้าไปในเทคโนโลยีไฮบริด ก็เชื่อขนมกินได้เลยว่า กฎระเบียบหลังจากนี้จะเอื้อกับเทคโนโลยีไฮบริด และต้องเตะสกัดเทคโนโลยีอื่นไปในตัว

ขณะที่เทคโนโลยี อี85 นั้นหากเสียงไม่ดังพอ กฎระเบียบที่จะเอื้อเทคโนโลยีนี้ คงต้องด้อยกว่าไฮบริดอย่างแน่นอน

ดังนั้น ก็ไม่ต้องแปลกใจไปที่ประเทศไทยที่ต้องการจะก้าวขึ้นเป็นฐานการผลิตรถยนต์ระดับโลก ก็ต้องมีการผลักดันรถยนต์ไฮบริดที่จะต้องเติบโตไปเคียงข้างกับอุตสาหกรรมยานยนต์โลก ยิ่งได้คนเริ่มนำทางเป็นโตโยต้า ผู้นำตลาดรถยนต์นั่งของไทยด้วยแล้ว ก็พอจะเห็นอนาคตของรถยนต์ไฮบริดได้ง่ายดายขึ้น

ในส่วนของ อี85 นั้น คงต้องยอมรับสภาพในการที่มีตลาดที่จำกัด ขณะที่ผู้ประกอบการรายใหญ่ต่างไม่เห็นด้วยในกรณีการอั้นเรื่องปริมาตรกระบอกสูบ ทำให้ดูแล้วโอกาสที่จะเติบโตอย่างมากนั้นยังมองไม่เห็น ยกเว้นแต่รัฐบาลจะประกาศขยายไปเครื่องยนต์ขนาดอื่นๆ ด้วยก็ยังพอมีทางอยู่

มาถึงตอนนี้ต้องบอกว่ามองอนาคตแล้วไฮบริดดูดีมีอนาคตกว่า อี85 ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแนวโน้มการใช้งาน การสนับสนุน การใช้งานได้จริงและแนวโน้มของอุตสาหกรรมยานยนต์โลก ต่างก็ถือหางไฮบริดมากกว่าทั้งสิ้น

อี85 อาจจะเป็นโครงการที่เหมาะสมกับประเทศที่มีพลังงานทดแทนอยู่บ้างอย่างประเทศไทย แต่หากมองไปไกลที่ตลาดโลกแล้ว ไฮบริดน่าจะเป็นคำตอบที่เหมาะสมที่สุดในช่วงเวลานี้!!!

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน