
บีโอไอเตรียมเสนอมาตรการส่งเสริมการลงทุนปีนี้เน้นความไฮเทค
บีโอไอเตรียมชงบอร์ดเสนอมาตรการส่งเสริมการลงทุนปี 2553 เน้นอุตสาหกรรมครีเอทีฟ ไฮเทค การวิจัยและพัฒนา อุตสาหกรรมที่รักษาสิ่งแวดล้อม
บีโอไอเตรียมชงบอร์ดเสนอมาตรการส่งเสริมการลงทุนปี 2553 เน้นอุตสาหกรรมครีเอทีฟ ไฮเทค การวิจัยและพัฒนา อุตสาหกรรมที่รักษาสิ่งแวดล้อม
นางอรรชกา สีบุญเรือง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะอนุกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ว่า แนวคิดการเสนอนโยบายและมาตรการในปี 2553 บีโอไอจะเน้นสร้างความเจริญเติบโตแบบสมดุลในทุกมิติ ยกระดับภาคอุตสาหกรรมไทยไปสู่อุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูง ลดการพึ่งพาต่างประเทศ และให้ความสำคัญกับการสร้างสรรค์มูลค่าทางเศรษฐกิจจากความได้เปรียบของประเทศให้มากขึ้น ซึ่งการทบทวนนโยบายส่งเสริมการลงทุนครั้งนี้จะมีการปรับปรุงประเภทกิจการ โดยเน้นอุตสาหกรรมครีเอทีฟ ไฮเทค การวิจัยและพัฒนา อุตสาหกรรมที่รักษาสิ่งแวดล้อม เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล โดยจะนำเสนอต่อที่ประชุมบอร์ดบีโอไอในวันที่ 25 ม.ค.2553
สำหรับการทบทวนนโยบายมาตรการส่งเสริมการลงทุนใหม่จะมีการพิจารณาจากคำขอส่งเสริมการลงทุนใน 6 ประเภทกิจการว่าประเภทกิจการไหนมีคำขอฯ เข้ามามากน้อยแค่ไหน และดูความต้องการว่าประเภทกิจการใดยังคงเป็นที่ต้องการของประเทศอยู่ ซึ่งบางกิจการหากมีคำขอเข้ามามากแล้วก็อาจจะปรับมาให้สิทธิประโยชน์แบบปกติ ขณะที่สิทธิประโยชน์ในมาตรการใหม่ และระยะเวลาของมาตรการใหม่คงต้องหารือในที่ประชุมบอร์ดใหญ่อีกครั้ง
“ในมุมมองของบีโอไอ มองว่าคงไม่ใช่ทุกประเภทกิจการในมาตรการปีแห่งการส่งเสริมการลงทุนจะได้รับการต่ออายุ ซึ่งแพ็คเกจใหม่อาจจะไม่ใช่ปีแห่งการส่งเสริมการลงทุนแล้ว แต่อาจะเป็นการส่งเสริมในรูปแบบใหม่ๆ แทน” นางอรรชกา กล่าว
รายงานข่าวจากกระทรวงอุตสาหกรรม แจ้งว่า บีโอไอรายงานคำขอส่งเสริมการลงทุนตามนโยบายปีแห่งการลงทุน 2551-2552 โดยมีคำขอรับการลงทุน 577 โครงการ มูลค่าการลงทุน 2.93 แสนล้านบาท แบ่งเป็น 2 ส่วน ประกอบด้วย 1.คำขอลงทุนในกิจการที่ให้สิทธิประโยชน์เพิ่ม 6 กิจการ คือ กิจการประหยัดพลังงานและพลังงานทดแทน 393 โครงการ มูลค่า 2.18 แสนล้านบาท กิจการใช้เทคโนโลยีชั้นสูง 109 โครงการ มูลค่า 5.45 หมื่นล้านบาท กิจการผลิตวัสดุและผลิตภัณฑ์เป็นมิตรสิ่งแวดล้อม 2 โครงการ มูลค่า 844 ล้านบาท กิจการเกี่ยวเนื่องเมกะโปรเจกต์ 1 โครงการ 130 ล้านบาท กิจการท่องเที่ยวและเชื่อมโยงอสังหาริมทรัพย์ 2 โครงการ มูลค่า 700 ล้านบาท กิจการใช้ผลผลิตเกษตรเป็นวัตถุดิบและใช้เทคโนโลยีขั้นสูง 2 โครงการ มูลค่า 4,807 ล้านบาท
2.คำขอลงทุนในมาตรการส่งเสริมปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตเพื่อประหยัดพลังงานมีผู้ยื่นโครงการ 42 โครงการ มูลค่า 9,127 ล้านบาท มาตรการปรับประสิทธิภาพการผลิตเพื่อผลิตสินค้าชนิดใหม่มีผู้ยื่นโครงการ 2 โครงการ มูลค่า 1,347 ล้านบาท มาตรการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมมีผู้ยื่น 6 โครงการ มูลค่า 3,108 ล้านบาท
ทั้งนี้ การออกมาตรการใหม่ควรเป็นมาตรการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยควรมีแนวทางสร้างความเข้มแข็งทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เช่น ตั้งกองทุนพัฒนาเทคโนโลยีและบุคลากร อำนวยความสะดวกผู้เชี่ยวชาญต่างชาติทำงานในไทย ลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้นักวิจัย ปรับปรุงหลักเกณฑ์การมาทำงานของนักเรียนทุน รวมทั้งควรกำหนดแนวทางส่งเสริมการลงทุนที่เป็นมิตรสิ่งแวดล้อม เช่น หยุดขยายนิคมอุตสาหกรรมในระยอง ตั้งเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศน์ และควรกำหนดแนวทางการสร้างฐานอุตสาหกรรมจากความคิดสร้างสรรค์







