
เมื่อรถนั่งกลืนปิกอัพโฉมหน้าตลาดหลังพ้นวิกฤต
การปรับตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยหลังจากพ้นวิกฤตราคาน้ำมันในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา มีทิศทางน่าสนใจอย่างมาก....
การปรับตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยหลังจากพ้นวิกฤตราคาน้ำมันในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา มีทิศทางน่าสนใจอย่างมาก....
โดย...พิสันต์ อิทธิวัฒนกุล
การปรับตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยหลังจากพ้นวิกฤตราคาน้ำมันในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา มีทิศทางน่าสนใจอย่างมาก และเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ผู้ประกอบการต้องติดตามใกล้ชิด
เพราะหลังจากราคาน้ำมันดีเซลดีดตัวขึ้นไปแตะ 40 บาทต่อลิตร ทำให้ผู้ที่ใช้งานรถปิกอัพในประเทศไทยต่างเดือดร้อนกันถ้วนหน้า และได้ปรับพฤติกรรม หากไม่เปลี่ยนเครื่องยนต์แล้วติดก๊าซซีเอ็นจี ก็เปลี่ยนมาใช้รถยนต์นั่งทดแทน
การซื้อรถยนต์ในอดีตของคนไทยนั้น จะมองไปที่ความอเนกประสงค์เป็นหลัก ซื้อรถคันหนึ่งแล้วใช้งานได้หลากหลาย ทำให้ตลาดรถปิกอัพที่ขนได้ทั้งคน ขนได้ทั้งของ ใช้งานได้ในทุกพื้นที่ ได้รับความนิยมควบคู่ไปกับการดูแลราคาน้ำมันจากทางภาครัฐ เนื่องจากมองว่าเป็นเชื้อเพลิงที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งมวลชน
รถปิกอัพในฐานะของโปรดักต์แชมเปียนเอง ก็ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลในเรื่องของภาษีสรรพสามิตที่คิดที่เรต 3-12% เมื่อเทียบกับรถยนต์นั่งที่เริ่มที่ 25% ในอดีต ทำให้รถปิกอัพได้รับความนิยมหลากหลาย จนสัดส่วนการขายเคยขึ้นไปถึงกว่า 70% ของตลาดรถยนต์ประเทศไทยมาแล้ว
แต่หลังการปรับเพิ่มขึ้นของราคาจำหน่ายน้ำมันดีเซลและราคารถปิกอัพที่แพงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับเริ่มมีรถยนต์ใหม่ๆ มาเป็นทางเลือกมากขึ้น รวมถึงการเปิดตลาดรถยนต์นั่งขนาดเล็ก ทั้งกลุ่มบี-เซ็กเมนต์และอีโคคาร์ เริ่มทำให้ตลาดรถยนต์ปรับโฉมหน้าไป
วัลลภ เตียศิริ ผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์ บอกว่า สัดส่วนการจำหน่ายรถยนต์นั่งและรถปิกอัพเริ่มวิ่งสวนทางกัน โดยในปี 2551 สัดส่วนการจำหน่ายปิกอัพอยู่ที่ 60% รถยนต์นั่ง 40% ก่อนจะปรับมาที่ 55% และ 45% ในปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงเกิดวิกฤตเศรษฐกิจในประเทศไทย
ในปีนี้ แม้ตลาดรถยนต์จะเติบโตทุกเซ็กเมนต์ แต่ตลาดรถยนต์นั่งเติบโตมากกว่าประมาณ 50% ขณะที่รถปิกอัพเติบโต 40% ทำให้สัดส่วนจำหน่ายน่าจะอยู่ที่ 50% เท่ากัน แต่หากดูปริมาณการผลิต ปิกอัพน่าจะยังอยู่ที่ระดับ 65% ของการผลิตทั้งหมด เนื่องจากการส่งออกหลักๆ ยังอยู่ที่ตลาดปิกอัพ
แม้จะมีการคาดการณ์ว่าตลาดรถยนต์จะเข้ามาแย่งชิงพื้นที่ของปิกอัพจนมีสัดส่วนการจำหน่ายใกล้เคียงกัน แต่จากการตรวจสอบไปยังผู้ประกอบการรถปิกอัพ โดยเฉพาะผู้นำ 2 รายใหญ่ พบว่าในช่วงเดือน ธ.ค. มีการอัดแคมเปญกระตุ้นการขายกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อกระตุ้นยอดจำหน่ายปิกอัพในช่วงสุดท้ายของปี
การแข่งขันในตลาดปิกอัพในรอบปีนี้ถือว่ารุนแรง และผู้นำทั้งสองรายต่างผลัดกันแพ้ ผลัดกันชนะมาโดยตลอดทุกเดือน ซึ่งการแข่งขันนี้น่าจะทำให้สัดส่วนการจำหน่ายปรับกลับไปสู่ตลาดปิกอัพได้อีกครั้ง
สวนทางกับตลาดรถยนต์นั่งที่ต้องเรียกว่าขายกันอิ่มมาตลอดทั้งปี และมียอดสั่งจองตกค้างกันอยู่ตั้งแต่ 1-5 เดือน ตามแต่รุ่นและโมเดล ทำให้ไม่มี ความจำเป็นต้องผลักดันเรื่องการจำหน่ายมากนัก
ขณะที่ผู้ประกอบการรถปิกอัพรายใหญ่ ยอมรับว่าแนวโน้มตลาดรถยนต์นั่งในประเทศไทยอาจจะมีสัดส่วนการจำหน่ายที่ใกล้เคียงหรือมากกว่ารถปิกอัพได้ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า หลังการเปิดตัวรถยนต์ในโครงการอีโคคาร์ทุกค่าย อีกทั้งการที่ประเทศไทยมีถนนที่ค่อนข้างดี ทำให้รถปิกอัพมีความจำเป็นลดน้อยลงในหลายจังหวัดใหญ่
แนวโน้มในช่วงต่อจากนี้ ต้องจับตาดูกระแสการเปิดตัวทั้งรถยนต์นั่งและรถปิกอัพในประเทศไทย ช่วงปี 2554-2555 ให้ดี เนื่องจากเป็นช่วงที่รถยนต์นั่งขนาดเล็กจะมีการเปิดตัวรุ่นใหม่ๆ เข้าสู่ตลาด ขณะที่รถปิกอัพก็ได้เวลาปรับโฉมทั้งโมเดลเชนจ์และไมเนอร์เชนจ์
ท่ามกลางปัจจัยอื่นๆ ที่เข้ามามีผล ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาแห่งการเลือกตั้ง ปัจจัยทางการเมืองที่ส่งผลทั้งดีและลบต่ออุตสาหกรรมยานยนต์มาตลอด ภาวะเศรษฐกิจที่คาดว่าจะชะลอการเติบโตลงไป ราคาน้ำมันที่รัฐบาลเข้ามาช่วยเหลือดูแลอีกครั้ง
และแน่นอนว่ากำลังซื้อของผู้บริโภคที่เทกันออกมาในปีนี้ จะเหลือไปถึงปีต่อๆ ไปหรือไม่ และการตัดสินใจจะลงไปสินค้ากลุ่มใดมากกว่ากัน
ส่องอนาคตดูแล้ว อีโคคาร์น่าจะเรียกลูกค้าใหม่ๆ ได้มากกว่า และนำพาให้ตลาดรถยนต์นั่งขนาดเล็กระดับราคาต่ำกว่า 7 แสนบาท กลายเป็นพระเอกของอุตสาหกรรมยานยนต์ที่แท้จริงในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
แต่สัดส่วนคงหนีกันไม่มาก เพราะยังไงปิกอัพก็คงต้องไว้ลายโปรดักต์แชมเปียนรุ่นแรกของไทยอยู่แล้ว!!!







