
คนไทยเตรียมรับมือค่าครองชีพพุ่ง น้ำมัน-ค่าไฟขาขึ้น
ราคาพลังงานปี’65 จ่อปรับตามน้ำมันโลกคาดทะลุ 75 เหรียญฯ รัฐอยู่ในวังวนตรึงราคาอุ้มดีเซลแบกหนี้กองทุนน้ำมันฯ
เปิดศักราชปีใหม่ 2565 รับปีเสือ คนไทยยังคงเผชิญกับสถานการณ์แพร่ระบาดโอมิครอนกันข้ามปี แม้รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะพยายามแจกของขวัญปีใหม่ชุดใหญ่ไฟกระพริบ เพื่อประคองกำลังซื้อ พยุงเศรษฐกิจไม่ให้ดิ่งเหวก็ตาม แต่ก็เป็นเพียงช่วงโปรโมชั่นกระตุ้นใช้จ่ายเพียงระยะหนึ่งเท่านั้น
ขณะที่มาตรการด้านพลังงาน การดูแลราคาน้ำมัน ก๊าซ และไฟฟ้า ที่เป็นต้นทุนการดำเนินชีวิตในทุกภาคส่วน ต่างตบเท้ารอการขยับปรับราคาสะท้อนต้นทุนจริง
แม้ว่านายสุพัฒนพงษ์ พันธุ์มีเชาว์ รมว.พลังงานจะประกาศตรึงราคาดีเซลไม่ให้เกินลิตรละ 30 บาทถึงเดือนมี.ค. 2565 แต่สำหรับกลุ่มเบนซิน และแก๊สโซฮอล์ หากประเมินจากราคาน้ำมันตลาดโลกมีโอกาสปรับขึ้นทุกชนิดหลังหมดเทศกาลปีใหม่ โดยเฉพาะให้จับตาสัญญาณการประชุมกลุ่มโอเปกพลัสที่จะมีขึ้นในวันที่ 4 ม.ค. 65 นี้ หลังทางกลุ่มยังคงแผนเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันดิบให้ปรับเพิ่มขึ้น 0.4 ล้านบาร์เรลต่อเดือน จากมติการประชุมครั้งก่อน ท่ามกลางแรงกดดันจากสหรัฐฯ ที่เรียกร้องให้ทางกลุ่มปรับเพิ่มกำลังการผลิตจากราคาน้ำมันดิบที่อยู่ในระดับสูง
ขณะที่ทิศทางราคาน้ำมันในปีนี้ คาดการณ์ราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ย อยู่ที่ 67 – 75 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งปรับตัวสูงขึ้นจากปี 2564 ปัจจัยสำคัญให้ติดตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและการแพร่ระบาดของโควิด-19
ดังนั้นเงื่อนไขราคาดีเซลไม่เกิน 30 บาท ยังเป็นเผือกร้อนของรัฐบาลในการบริหารจัดการ การใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมาชดเชยราคาส่วนต่าง ต้องบวกลบกันให้ดี ที่ผ่านมาทุก 2 บาทต่อลิตรใช้เงิน 3,000 ล้านบาท นี่ยังไม่รวมเงินที่ต้องใช้ตรึงราคาก๊าซหุงต้ม(แอลพีจี) ทุกๆเดือน
ล่าสุดฐานะกองทุนน้ำมันฯติดลบอยู่ 4,480 ล้านบาท เป็นการติดลบครั้งแรกในรอบ 9 ปี ขณะที่การเจรจากับสถาบันการเงินเพื่อขอกู้เงิน 2 หมื่นล้านบาท ยังอยู่ในกระบวนการพิจารณา คาดว่าจะได้รับเงินก้อนใหม่ประมาณกลางเดือนม.ค.-ก.พ.นี้
สถานะกองทุนน้ำมันฯที่ติดลบหลักพันล้าน ยังไม่ถือว่าสาหัสนักเมื่อเทียบกับเมื่อปี 2548 สมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวิตร เคยติดลบแล้วกว่า 9 หมื่นล้านบาท แต่ไม่ว่าจะมีภาระหนี้เท่าไหร่ก็ตามการดูแลราคาพลังงานก็ต้องอยู่บนพื้นฐานของความสมดุล และไม่สร้างปัญหาในระยะยาวจนเกินไป
ขณะที่ค่าไฟฟ้าเดือนม.ค.2565 เตรียมควักกระเป๋าจ่ายเพิ่มทันทีหลังมติที่ประชุมคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.)ให้ปรับค่าไฟฟ้าผันแปร (ค่าเอฟที) สำหรับการเรียกเก็บค่าไฟฟ้าในรอบเดือนมกราคม-เมษายน 2565 โดยให้เรียกเก็บที่ 1.39 สตางค์ต่อหน่วย ส่งผลให้อัตราค่าไฟฟ้าเฉลี่ยอยู่ที่ 3.78 บาทต่อหน่วย
ทั้งนี้เป็นการปรับขึ้นในรอบ 2 ปีสาเหตุสำคัญที่มาจากอัตราแลกเปลี่ยนที่อ่อนค่าลง ราคาก๊าซธรรมชาติที่เป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าสูงขึ้นตามราคาน้ำมันตลาดโลก
ช่วง 2 ปี ที่ผ่านมารัฐบาลตรึงค่าไฟฟ้าให้ประชาชนมาโดยตลอดหวังลดภาระค่าครองชีพในช่วงที่เกิดโควิดระบาด แต่ปี 2565 มีแนวโน้มค่าเอฟทีต้องปรับเพิ่มขึ้นเป็น 7.18 สตางค์ หรือเพิ่มขึ้น 22.50 สตางค์ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงจำเป็นต้องทยอยปรับเพิ่มแบบขั้นบันได เริ่มงวดแรก 1.39 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งรอบนี้ได้บริหารจัดการใช้เงินเข้าไปพยุงต้นทุนค่าไฟ ทั้งหมด 18,640 ล้านบาท
อย่างไรก็ตามต้องยอมรับว่าปีนี้ สถานการณ์ราคาพลังงานยังคงมีความผันผวนและเป็นแนวโน้มขาขึ้น การใช้มาตรการตรึงราคามาดูแล ซึ่งหมายถึงการใช้เงินจำนวนมาก รัฐบาลต้องระแวดระวังให้ดีกับการก่อหนี้โดยไม่รู้ตัว และที่ไม่ควรละเลยคือการกระตุ้นคนไทยมีวินัยใช้พลังงานอย่างประหยัด ไม่ใช่เพียงแต่ส่งเสริมให้เกิดการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนอย่างเดียว ไม่เช่นนั้นการใช้เงินตรึงราคาพลังงานเท่าไหร่ก็ไม่พอ มีเท่าไหร่ก็ใช้ให้หมด โดยไม่รู้จักคุณค่า







