posttoday
กลยุทธ์การลงทุนปี 2011

กลยุทธ์การลงทุนปี 2011

29 ธันวาคม 2553

...จิตรา อมรธรรม

แนวโน้มตลาดหุ้นในปี 2011 นี้ จะเต็มไปด้วยความผันผวนตามการเคลื่อนย้ายของเงินทุนที่ผันผวน แม้ว่าภูมิภาคในเอเชียจะเป็นจุดหมายปลายทางของเงินทุนจากต่างประเทศก็ตาม

ทั้งนี้ เนื่องมาจากความแตกต่างของการดำเนินนโยบายอย่างสุดขั้วของประเทศในซีกโลกตะวันตก ซึ่งใช้มาตรการผ่อนคลายทางการเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้น และยังต้องลุ้นว่าจะถดถอยอีกรอบหรือไม่ กับซีกโลกตะวันออก โดยเฉพาะในเอเชียแปซิฟิกที่ทยอยใช้นโยบายมาตรการคุมเข้มทางการเงินมาตั้งแต่ปลายปี 2010 ที่ผ่านมา เพื่อสกัดกั้นเงินทุนไหลเข้า ชะลอการแข็งค่าของเงินสกุลเอเชีย และจะยังดำเนินต่อไปในปีหน้า

โดยภาพรวม เราเชื่อว่าตลาดหุ้นไทยจะยังอยู่ในแนวโน้มขาขึ้นในปี 2011 โดยมีปัจจัยหนุนทั้งจาก Fundamental (GDP ที่ขยายตัวต่อเนื่องและกำไรของบริษัทจดทะเบียนที่เติบโตสูงถึง 16%) และ Fund flow (ผลจาก QE2) แต่คาดว่าผลตอบแทนจะลดลงจากปี 2010 ที่ให้ผลตอบแทน 39% YTD นับจนถึงวันที่ 23 ธ.ค. 2010 เป็นตลาดหุ้นที่ให้ผลตอบแทนสูงสุดเป็นอันดับ 2 ในเอเชีย รองจากอินโดนีเซีย และเป็นอันดับ 6 ของโลก รองจากตลาดหุ้นศรีลังกา (+90%YTD) อาร์เจนตินา (+76%YTD) ชิลี (+70%YTD) เปรู (+60%YTD) และอินโดนีเซีย (+42%YTD) โดยคาดว่าจะให้ผลตอบแทนอีก 27% จากระดับปัจจุบัน หากพิจารณาจากค่า PE พบว่าแม้ตลาดหุ้นไทยจะปรับขึ้นมาแล้ว 39% YTD คิดเป็น PE ปี 2010 ที่ 15.2 เท่า แต่จะลดลงเหลือ 13.1 เท่าในปี 2011 ต่ำกว่าการขยายตัวของกำไรที่ 16% แม้จะสูงกว่า PE เฉลี่ยในรอบ 10 ปีที่ผ่านมาที่ 12 เท่า แต่ยังอยู่ในกรอบ +1 Standard deviation ขณะที่กำไรปี 2011 ขยายตัวสูงกว่าในปีปกติ และที่สำคัญคือสูงกว่าหลายประเทศในเอเชีย เช่น ฟิลิปปินส์ ฮ่องกง เกาหลีใต้ สิงคโปร์ ไต้หวัน (ที่มา : Bloomberg consensus) จึงถือว่า SET Index ในระดับปัจจุบันยังไม่แพงเกินปัจจัยพื้นฐานของเราในปี 2011 จึงยังสามารถปรับขึ้นได้ต่อ

ในด้านสภาพคล่อง มาตรการ QE1 ของสหรัฐที่ออกมาในช่วงเดือน มี.ค. 2009ส.ค. 2010 ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าส่งผลบวกต่อราคาสินทรัพย์เสี่ยงอย่างไร จะเห็นว่า QE1 ทำให้งบดุลของ Fed เพิ่มขึ้นถึง 165% เป็น 2.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ จากระดับปกติที่ 8.7 แสนล้านเหรียญสหรัฐ สภาพคล่องเหล่านั้นยังไม่สามารถแปรเป็นเงินกู้ในภาคอุตสาหกรรมในสหรัฐได้ จึงผันเข้ามาลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงต่างๆ (หุ้น ทองคำ น้ำมัน และโภคภัณฑ์อื่นๆ) เพื่อหาผลตอบแทนที่สูงกว่าการฝากแบงก์

ดังนั้น สภาพคล่องที่เกิดจาก QE2 จำนวน 6 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ทยอยเข้ามาเดือนละ 7.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐต่อเดือน จนถึงกลางปี 2011) จึงถูกคาดว่าจะทำให้เกิดผลในทำนองเดียวกัน ใน ช่วงที่สภาพคล่องในระบบการเงินโลกมีสูงเช่นในช่วง QE1 ตลาดหุ้นไทยเคยซื้อขายที่ PE ระดับสูงถึง 1820 เท่า หรือเทียบเท่ากับ 1,4001,560 จุด

อย่างไรก็ตาม เราไม่เชื่อว่าดัชนีระดับดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ในปี 2011 เพราะสถานการณ์เศรษฐกิจที่ต่างกัน ณ วันนี้ประเทศไทยกำลังเดินหน้าเข้าสู่ยุคของการลงทุนที่ขาดหายไปเป็นสิบปี อุตสาหกรรมหลายประเภทเริ่มขยายกำลังการผลิต สินเชื่อการลงทุนกำลังขยายตัว เราจึงเชื่อว่าสภาพคล่องในระบบการเงินบางส่วนจะถูกดูดซับเข้าไปในภาคการผลิตและการลงทุน

ส่วนความเสี่ยงในปี 2011 นอกจากจะอยู่ที่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจในสหรัฐและยุโรปแล้ว ในบ้านเราเอง มีความเสี่ยงในด้านการดำเนินนโยบายทางการเงินที่ต้องรับมือกับเงินทุนไหลเข้า และป้องกันเงินเฟ้อที่จะปรับตัวสูงขึ้น ในขณะที่การเมือง เรากลับมองเป็นปัจจัยหนุนมากกว่าจะเป็นปัจจัยกดดัน โดยการเลือกตั้งมีโอกาสเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อในปี 2011 ซึ่งนายกฯ ได้เคยแถลงว่าจะยุบสภาและเลือกตั้งประมาณเดือน มี.ค.เม.ย. เราเชื่อว่ามีโอกาสที่รัฐบาลจะมีหน้าตาใกล้เคียงกับที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้น จะยิ่งส่งผลดีต่อการสานต่อนโยบายต่างๆ และได้รับความเชื่อมั่นจากนักลงทุนต่างประเทศ

กลุ่มที่น่าลงทุนในปี 2011 ควรจะเป็นกลุ่มที่ 1.กลับมา Turnaround 2.เติบโตล้อไปกับเศรษฐกิจ 3.มีกำไรเติบโตอย่างโดดเด่น 4.มีความเกี่ยวข้องกับการบริโภคภายในประเทศ ซึ่งจะเป็นเครื่องจักรที่ผลักดันการขยายตัวของเศรษฐกิจในปี 2011 ทดแทนการส่งออก ได้แก่ กลุ่มธนาคาร กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง กลุ่มวัสดุก่อสร้าง กลุ่มค้าปลีก นอกจากนี้ กลุ่ม Commodity มีความน่าสนใจเฉพาะตัว ทั้ง Hard และ Soft Commodity ส่วนหนึ่งมาจากเหตุผลของค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่า และจากอุปสงค์และอุปทานที่อยู่ในระดับใกล้เคียงกันมากของสินค้าเกษตรหลายชนิด จนมีโอกาสสูงที่จะเกิด Supply shortage อันจะนำมาซึ่งราคาที่พุ่งสูงขึ้นของสินค้าเกษตร

ขณะที่ผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีและโรงกลั่นที่อยู่ในภาวะ Oversupply มา 45 ปี ในปี 2011 จะเป็นปีสุดท้ายของวัฏจักรขาลง และเริ่มเข้าสู่วัฏจักรขาขึ้นต่อเนื่องไปอีก 3 ปีเป็นอย่างน้อย หุ้นที่ได้ประโยชน์ที่สุดคือหุ้นที่มีการขยายกำลังการผลิตในช่วงขาขึ้นของอุตสาหกรรม

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน